ทริคจัดเต็มเลือก CRM System ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ - SellStory

ทริคจัดเต็มเลือก CRM System ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

ทีมงานวิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจก่อนเลือกใช้ระบบ CRM ที่เหมาะสม
คุณเคยรู้สึกไหมว่าการจัดการกับลูกค้าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก? ติดตามข้อมูลลูกค้าก็ทำไม่ทัน ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีเวลามานั่งดูแลความสัมพันธ์หรือตามลูกค้าได้ดีเท่าที่ควร นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจของคุณพลาดโอกาสในการเติบโต ระบบ CRM อาจเป็นทางออกที่ดี แต่ปัญหาต่อมาก็คือ จะเลือกระบบ CRM ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้อย่างไร? SellStory มีคำตอบ มาดูกันเลย!

เลือกอ่านจากสารบัญ

1. วิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจคุณ

ผู้บริหารอธิบายการใช้ระบบ CRM สำหรับธุรกิจเพื่อช่วยจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า

การเลือกระบบ CRM ที่เหมาะสม ควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนลูกค้า ขนาดทีมขาย หรือประเภทของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าต้องการฟีเจอร์อะไรในระบบ CRM บ้าง เช่น หากเป็นธุรกิจที่มีหลายช่องทางการขาย อาจต้องการระบบ CRM ที่มีฟีเจอร์ที่สามารถรวบรวมห้องแชทจากหลาย ๆ แพลตฟอร์มมาไว้ในที่เดียว หรือหากเป็นธุรกิจที่อยากแก้ปัญหาในขั้นตอนการขาย เช่น ทีมงานลืมส่งเอกสารให้ลูกค้า รวมถึงทีมขายแต่ละคนเข้าใจภาพรวมและ stage ของดีลไม่เท่ากัน ก็อาจต้องการะบบ CRM ที่มีฟีเจอร์จัดการงานขาย (Sales Project Management) โดยอาจมาในรูปแบบของ Kanban Board เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายและหากเป็นธุรกิจที่ต้องมีการออกเอกสารต่าง ๆ มากมาย ก็อาจจะต้องการระบบ CRM ที่สามารถลดเวลาในการร่างเอกสารใหม่ตลอดเวลาได้ เช่นฟีเจอร์เทมเพลตเอกสาร

1.1 วิเคราะห์ว่าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจประเภทไหน

ธุรกิจ B2B (Business to Business)

มักต้องการระบบ CRM ที่มีฟีเจอร์การจัดการลูกค้ารายใหญ่ การติดตามขั้นตอนการเจรจาขาย การช่วยออกใบเสนอราคาด้วยเทมเพลตที่ใช้งานง่าย และการดูแลลูกค้าหลังการขาย เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดีได้อย่างยั่งยืน

ธุรกิจ B2C (Business to Customer)

มักต้องการระบบที่สามารถจัดการคำสั่งซื้อได้แบบรวดเร็วและมีการจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างสะดวกเพื่อช่วยต่อยอดการสร้างแคมเปญการตลาดให้มีประสิทธิภาพ

1.2 วิเคราะห์การทำงานของทีมขายของคุณ

ระบบ CRM ที่ดี จะต้องช่วยให้ทีมขายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นคุณควรตรวจสอบว่าในขั้นตอนการขายของธุรกิจคุณ กำลังพบเจอปัญหาที่จุดไหนบ้าง เช่น หากคุณพบว่าทีมขายของคุณมีงานเอกสารที่ต้องทำจนล้นมือ คุณอาจต้องการระบบ CRM ที่มีฟีเจอร์ช่วยออกเอกสารจากเทมเพลตสำเร็จรูป ฟีเจอร์เช่นนี้ก็จะช่วยให้ทีมขายมีเวลาไปโฟกัสในส่วนงานขายได้มากขึ้น

2. ฟีเจอร์สำคัญที่ควรมีในระบบ CRM

ฟีเจอร์ของ CRM เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของพนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก มาดูกันว่าฟีเจอร์ใดบ้างที่ควรคำนึงถึงเมื่อมองหาระบบ CRM

2.1 ฟีเจอร์ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า

ฟีเจอร์พื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับระบบ CRM ก็คือฟีเจอร์ที่จะต้องช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าได้นั่นเอง ฟีเจอร์นี้สามารถช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พนักงาน เช่น การหาข้อมูลหรือแยกประเภทของลูกค้าไม่ได้ การหาเอกสารที่เคยออกให้กับลูกค้าไม่เจอ จำไม่ได้ว่าคุยเรื่องอะไรกับลูกค้าไปแล้วบ้าง นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาให้ผู้จัดการฝ่ายและเจ้าของธุรกิจ ในกรณีที่มีพนักงานลาออกและมักจะมีข้อมูลบางส่วนที่มีเพียงหนักงานคนดังกล่าวทราบ หายไปด้วย

ระบบจัดการข้อมูลลูกค้าของ SellStory ช่วยติดตามข้อมูลสำคัญเพื่อการขายและการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ

2.2 ฟีเจอร์ช่วยติดตามขั้นตอนของการขาย

ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบการทำงานอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้ทีมงานทั้งในระดับลูกน้องและระดัวหัวหน้างานเห็นภาพรวมของงานเท่ากัน เห็นว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบดีลขายหรือขั้นตอนไหนบ้าง ทำให้เซลไม่นัดลูกค้าซ้อนกัน จัดลำดับความสำคัญของลูกค้าได้ถูก จำได้ว่าทำงานถึงไหนแล้ว วางแผนการทำงานล่วงหน้าให้ตัวเองได้ง่าย รวมถึงลดจำนวนการประชุมที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มเวลาในการทำงานได้ด้วย

ระบบจัดการโปรเจกต์การขายของ SellStory ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามสถานะการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.3 ฟีเจอร์รวมแชทกับลูกค้า

สำหรับธุรกิจที่ต้องมีการสนทนาผ่านห้องแชทบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็มักจะเจอกับปัญหาที่พนักงานอาจตกหล่นในการตอบแชทลูกค้า เนื่องจากต้องคอยสลับหน้าจอและเปลี่ยนโปรแกรมไปมา ฟีเจอร์รวมแชทที่สามารถรวบรวมห้องแชทจากแพลตฟอร์มที่หลากหลายมาไว้ในที่เดียวจึงจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด พนักงานไม่ต้องคอยสลับหน้าจอเพื่อตอบแชทลูกค้า สืบค้นข้อมูลความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ง่าย จัดลำดับความสำคัญของแชทได้ แอดมินเห็นภาพรวมสถานะดีลของลูกค้าเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น กำลังคุยอยู่ หรือคุยจบแล้ว แอดมินและเซลไม่ตอบแชทชนกัน

ระบบรวมแชทจาก SellStory ช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านทุกช่องทางได้ในที่เดียว

2.4 ฟีเจอร์ช่วยลดขั้นตอนการทำงานเอกสาร

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการทำงานขาย จะต้องเกี่ยวข้องกับเอกสารหลากหลายประเภทและมีจำนวนมาก หากระบบ CRM มีฟีเจอร์ที่ช่วยในการจัดการเอกสารเหล่านี้ ก็จะสามารถลดเวลาทำงานและลดความผิดพลาดไปได้มาก โดยสิ่งที่ฟีเจอร์จัดการเอกสารควรจะสามารถทำได้ คือการช่วยสร้างเทมเพลตตั้งต้นของเอกสาร มีระบบช่วยคำนวณราคา/ส่วนลด/ภาษีของสินค้า มีระบบช่วยกรอกข้อมูลอัตโนมัติโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เคยกรอกในเอกสารก่อนหน้า สามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าได้เลยในรูปแบบไฟล์หรือลิงก์โดยไม่ต้องปริ้น สามารถแก้ไขรายละเอียดบางจุดได้เมื่อลูกค้าต้องการ

ระบบจัดการใบเสนอราคาของ SellStory ช่วยให้ทีมขายสามารถสร้างและส่งใบเสนอราคาได้รวดเร็ว

2.5 ฟีเจอร์ที่รายงานที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การวิเคราะห์ข้อมูล

อีกฟีเจอร์ที่สำคัญสำหรับระบบ CRM ที่ดี นั่นคือฟีเจอร์รายงานนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการรายงานประสิทธิภาพการทำงานของเซล ยอดขายที่ทำได้ กลุ่มของลูกค้า เช่น การแบ่งตามประเภทลูกค้าเก่าหรือลูกค้าใหม่ เพศ อายุ พฤติกรรมการซื้อ ฯลฯ หัวใจของฟีเจอร์นี้คือควรจะมีรูปแบบการแสดงข้อมูลที่ดูง่ายและชัดเจนที่สุด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยใจการนำมาวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์ในการขาย การให้บริการ และการทำการตลาดต่อไป

ระบบแดชบอร์ดรายงานการขายของ SellStory ช่วยให้ทีมงานติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย

3. ระบบ CRM ที่ใช่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่

การเลือกระบบ CRM นั้น ควรคำนึงถึงขนาดธุรกิจด้วยเช่นกัน เพื่อให้ระบบสามารถรองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

3.1 ระบบ CRM ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

อาจมุ่งเน้นไปที่การใช้งานง่ายและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก รวมถึงระบบควรมีฟีเจอร์พื้นฐานที่ช่วยลดภาระงานให้พนักงาน เช่น ช่วยการจัดการข้อมูลลูกค้าให้เป็นระบบ ช่วยติดตามสถานะการขายของแต่ละดีล และช่วยจัดการห้องแชทจากหลาย ๆ แพลตฟอร์มมาอยู่ในที่เดียวกันเพื่อให้แอดมินหรือทีมขายสามารถตอบหรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าสะดวกและรวดเร็วขึ้น

3.2 ระบบ CRM ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดกลาง

อาจมุ่งเน้นไปที่ระบบที่มีฟีเจอร์เพิ่มเติมมากกว่าของธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางมีพนักงานมากกว่า มีจำนวนลูกค้ามากกว่า จึงต้องการการจัดการที่เป็นระบบในหลายภาคส่วนมากขึ้น โดยฟีเจอร์ที่มีเพิ่มเติม อาจเป็นฟีเจอร์อย่างเช่น ฟีเจอร์การวิเคราะห์ข้อมูลการขาย ที่สามารถช่วยสรุปข้อมูลมาเป็นรูปแบบ Dashboard แสดงผลข้อมูลในรูปแบบกราฟหรือแผนภูมิต่าง ๆ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากให้ง่ายขึ้น

3.3 ระบบ CRM ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่

อาจมุ่งเน้นไปที่ระบบที่มีความสามารถที่ซับซ้อนขึ้นกว่าระบบ CRM ของธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง รวมถึงอาจมองหาระบบที่รองรับการปรับแต่งได้ เช่น สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือระบบอื่น ๆ เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่นั้นมีการทำงานร่วมกับทีมที่หลากหลาย และมีจำนวนลูกค้าที่มากขึ้นไปอีก

4. เลือกระบบ CRM อย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจสูงสุด

การเลือกระบบ CRM ไม่ใช่เพียงการเลือกซอฟต์แวร์ที่มีฟีเจอร์มากที่สุด แต่ต้องพิจารณาว่าระบบนั้นจะช่วยปรับปรุงการทำงานของธุรกิจได้จริงหรือไม่ นอกจากการเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจแล้ว ควรคำนึงถึงปัจจัยเพิ่มเติมดังนี้ด้วย

4.1 ใช้งานง่าย

ถ้าคุณเลือกระบบ CRM ที่ซับซ้อนเกินไป อาจจะทำให้ทีมงานของคุณรู้สึกว่าการใช้งานนั้นยุ่งยากและไม่ได้นำระบบมาใช้งานจริง ๆ ดังนั้นการเลือกระบบ CRM ที่มีรูปแบบการแสดงผล (User Interface) ที่ใช้งานง่าย เข้าใจได้ทันที และไม่ต้องเสียเวลาฝึกอบรมมาก ถือเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง

4.2 สามารถใช้งานได้จากอุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ

ระบบ CRM SellStory ใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ

ในการทำงานขาย พนักงานขายมักมีการออกไปพบลูกค้าตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนั้นอาจะไม่สะดวกนักหากต้องถือแล็ปท็อปติดตัวไปด้วยเสมอ จะดีกว่าไหมหากระบบ CRM ที่คุณมองหา สามารถใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ? ช่วยให้เซลไม่ต้องแบกอุปกรณ์หนัก ๆ ติดตัวและยังช่วยให้การอัปเดตสถานะการขายและการออกเอกสารให้ลูกค้าที่หน้างานเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

การมี CRM System ที่ดีจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management) อย่างมาก ไม่ว่าคุณจะเป็น ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ ร้านค้าขนาดเล็ก ระบบ CRM ก็สามารถช่วยให้คุณเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ จัดการกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และทำให้การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน

การเลือก CRM system ที่ดี ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงทำความเข้าใจ และระบุความต้องการของธุรกิจให้ชัดเจน ก็เพียงพอที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณได้รับระบบ CRM ที่ตอบโจทย์ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ระบบ SellStory Sales Management & CRM พร้อมให้บริการระบบที่จะช่วยอุดรอยรั่วให้ทุกขั้นตอนของงานขายและช่วยเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยระบบรวมแชท (Chat Center), ระบบการจัดการงานขาย (Sales Project Management), ระบบออกใบเสนอราคา (Quotation Management) และอื่น ๆ อีกมากมาย

เรายินดีให้คำปรึกษาและให้คุณ“ทดลองใช้ฟรี!” ได้แล้ววันนี้

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

ความหมายของ customer life cycle

Customer Life Cycle คืออะไร? เข้าใจทุกขั้นตอนพร้อมกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำความเข้าใจลูกค้าตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ สอบถามข้อมูลสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Customer Life Cycleซึ่งมีความสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจ หากฝ่ายขายหรือเจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจ ก็จะช่วยสร้างโอกาสรักษาความสัมพันธ์และยอดขายได้ในระยะยาว

ในบทความนี้ SellStoryจะพาไปทำความเข้าใจว่า Customer Life Cycle คืออะไร พร้อมตัวอย่าง Customer Life Cycleและการบริหารจัดการกับวงจรของลูกค้าเพื่อสร้างโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashboard ได้สรุปดังนี้ Customer Life Cycle คือวงจรชีวิตลูกค้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ การทำความรู้จักแบรนด์ การพิจารณาและตัดสินใจ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์และสร้างความภักดี ซึ่งทั้งหมดนี้ หากฝ่ายขายบริหารจัดการได้ดี จะช่วยให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ เพื่อสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืน
customer pain point

Customer Pain Point คืออะไร? เข้าใจปัญหา ช่วยแก้ไขลูกค้าให้ตรงจุด

เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจเจอปัญหาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ หรือการลงโฆษณาและทำคอนเทนต์ แต่ยอดขายกลับไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าทักมาเพื่อสอบถามแต่ไม่ตัดสินใจซื้อ หรือซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพสินค้า หรือบริการเสมอไป แต่เกิดจากที่ธุรกิจยังไม่เข้าใจ Customer Pain Pointของลูกค้า

หลายองค์กรเน้นสื่อสารด้วยฟีเจอร์ หรือข้อดีของสินค้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ปัญหาของลูกค้าคืออะไร” และปัญหานั้นกระทบต่อชีวิตหรือธุรกิจของเขาอย่างไร เมื่อการสื่อสารไม่เชื่อมโยงกับปัญหาของลูกค้า การตลาดจึงกลายเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาได้จริง

ในบทความนี้ SellStory จะพาคุณเข้าใจว่า Customer Pain Point คืออะไร มีกี่ประเภท และจะนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอย่างไรให้เกิดยอดขายและความสัมพันธ์ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเข้าใจ Customer Pain Point คือจุดเริ่มต้นของการขายที่ตรงจุด เพราะเป็นการเข้าใจปัญหาลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีระบบที่ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า ติดตามดีล และวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารได้แม่นยำและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ

การเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ นักขายควรรู้ตั้งแต่เริ่มคุยจนปิดการขายสำเร็จ

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของงานขายที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ “การเจรจาต่อรอง”เพราะเป็นขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่การเจรจาต่อรองให้ได้ผลนั้นก็จำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสาร และการเตรียมตัวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ในบทความนี้ SellStory จะชวนนักขายไปทำความเข้าใจกันว่าการเจรจาต่อรอคืออะไร มีปัจจัยที่จำเป็นอะไรบ้าง รวมถึงตัวอย่างสถานการณ์ที่เหมาะต่อการเจรจาต่อรองเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการปิดดีลได้สำเร็จ

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเจรจาต่อรอง เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักขาย เพราะยิ่งมีทักษะในการสื่อสารต่อรองมากก็มีโอกาสสูงมากที่จะปิดการขายด้วยความพึงพอใจต่อทั้งเซลส์และลูกได้สำเร็จ โดยการเจรจาต่อรองที่ดีสามารถทำได้ด้วยการเตรียมความพร้อมและการฝึกด้วยวิธีนำไปใช้ในสถานการณ์จริง