Incentive และ Commission คืออะไร? และมีวิธีคำนวณอย่างไร

incentvie กับ commission
สำหรับคนทำงาน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ค่า Commission และ Incentive คือ ส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างกำลังใจในการทำงานของพนักงานได้ แม้ว่าทั้งสองสิ่งนี้จะดูเหมือนคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของวัตถุประสงค์และเงื่อนไขในการใช้พิจารณา ใครที่กำลังมองหาวิธีสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการทำงานให้กับพนักงาน อาจจะต้องทำความเข้าใจกันสักนิดว่า Incentive กับ Commission นั้นต่างกันอย่างไร? และควรเลือกใช้แบบไหนดีกว่ากัน? ถ้าคุณกำลังสงสัยในเรื่องนี้อยู่ ไปหาคำตอบกันได้ในบทความนี้เลย

เลือกอ่านจากสารบัญ

Incentive คืออะไร?

Incentive คือ ผลตอบแทนหรือรางวัลของพนักงานที่องค์กรจะพิจารณามอบให้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น ตามปกติแล้ว Incentive ของพนักงานจะไม่จำกัดการให้เฉพาะแค่ทีมขายเท่านั้น เพราะสามารถใช้กับพนักงานทุกคนในองค์กรและช่วยสร้างการทำงานเป็นทีมเวิร์คที่ดี ซึ่งรูปแบบของ Incentive ที่มอบให้กับพนักงานอาจเป็นได้ทั้งเงินโบนัส วันหยุดพิเศษ ของขวัญ หรือทริปเที่ยวฟรีเพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับพนักงานก็ได้ การให้รางวัลหรือผลตอบแทนยังสามารถให้ได้ทั้งแบบรายบุคคลและรายกลุ่มอีกด้วย

ตัวอย่างวิธีคิดเงิน Incentive

  • โบนัสตามผลงานรายปี : บริษัทกำหนดให้พนักงานที่ทำผลงานดีโดยประเมินจาก KPI ที่ได้ 90-100% จะได้รับโบนัสเท่ากับ 10% ของเงินเดือนประจำปี เช่น พนักงานมีเงินเดือนประจำปีรวม 600,000 บาท และมีคะแนน KPI 93% โบนัสที่ได้รับคิดเป็น 10% ของ 600,000 บาท กรณีนี้ก็คือ 60,000 บาท

อ่านบทความที่น่าสนใจ :Teamwork คืออะไร ? และเทคนิคการสร้าง Teamwork ให้มีประสิทธิภาพ

Commission คืออะไร?

Commission หรือค่าคอมมิชชั่น คือ ผลตอบแทนที่พนักงานได้รับจากการทำยอดขายบรรลุเป้าหมายที่บริษัทกำหนด โดยค่าคอมมิชชั่นนั้นจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้ให้กับทีมขาย ซึ่งการคิดจำนวนเงินที่ได้ จะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่ทำได้ การจ่ายค่าคอมมิชชั่นนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น คอมมิชชั่นตามผลงาน เงินเดือน+คอมมิชชั่น คอมมิชชั่นแบบขั้นบันได คอมมิชชั่นจากสินค้า และคอมมิชชั่นต่อเนื่อง

ตัวอย่างวิธีคิดเงิน Commission

  • ค่าคอมมิชชั่นจากผลงาน : บริษัทจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับพนักงานขายเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยคิดจากยอดขายที่ทำได้ เช่น พนักงานขายจะได้รับค่าคอมมิชชั่น 5% ของยอดขายที่ทำได้ในแต่ละเดือน หากพนักงานทำยอดขายได้ 300,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น 5% ที่จะได้รับจาก 300,000 บาท ก็คือ 15,000 บาท
ความแตกต่างของ incentvie กับ commission

incentive กับ commission ต่างกันอย่างไร?

แม้ว่าทั้ง Incentive และ Commission คือผลประโยชน์ของพนักงานและช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้เช่นเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่ชัดเจน ดังนี้

1. วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ ของการมอบ Incentive ให้กับพนักงานนั้นเพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน โดยไม่ได้จำกัดแค่กับทีมขายเท่านั้น เพราะพนักงานทุกคนมีสิทธิ์ได้รับเหมือนกัน ส่วน Commission จะมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการทำงานของทีมขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดมากกว่า

2. เงื่อนไขการได้รับ

สำหรับการมอบ Incentive มีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ผลงาน หรือเป้าหมายโดยรวมขององค์กรที่กำหนด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันเป็นทีม และอาจมีการวัดผลจาก KPI ร่วมด้วย รวมถึงระยะเวลาที่ให้พนักงานอาจเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงสิ้นปีเพียงครั้งเดียว ส่วนเงื่อนไขการจ่าย Commission มักจะขึ้นอยู่กับยอดขายหรือการบรรลุเป้าหมายการขายได้ตามที่กำหนด​ โดยที่ระยะเวลาในการจ่ายอาจจ่ายทันทีที่ปิดการขายได้ หรือจ่ายเพิ่มจากจำนวนเงินเดือน

3. รูปแบบการให้รางวัล

การให้ Incentive แก่พนักงานสามารถเป็นได้หลายรูปแบบ เช่น เงิน ของขวัญ หรือประสบการณ์​ โดยไม่ได้จำกัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนการจ่าย Commission มักเป็นจำนวนเงินที่จ่ายให้กับพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีมขาย โดยการจ่ายจะคิดตามเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย​ หรือรูปแบบการจ่ายคอมมิชชั่นของแต่ละที่

วัดผลการขายด้วย ระบบ crm

เพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานด้วยการสร้างแรงจูงใจ จาก Incentive และ Commission

แม้ว่า Commission และ Incentive ของพนักงานจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างแรงจูงใจได้ แต่ทั้งสองมีความแตกต่างกันในด้านวัตถุประสงค์ รูปแบบการให้รางวัล และเงื่อนไขการได้รับที่ต้องพิจารณาเลือกให้เหมาะสม อาจขึ้นอยู่กับนโยบายและเป้าหมายขององค์กร หากต้องการกระตุ้นพนักงานทุกคนให้มีแรงจูงใจในการทำงาน Incentive คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่หากต้องการกระตุ้นทีมขายให้สร้างยอดขายได้ตามเป้า Commission จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ทีมขายของคุณได้

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีมขายได้อย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ ขอแนะนำ SellStoryระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำคัญสำหรับทุกงานขาย ด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยบริหารจัดการการขายได้สะดวก รวดเร็ว และปรับแต่งได้อย่างอิสระตามการใช้งาน พร้อมข้อมูลสรุปยอดขาย และ Dashboard ที่เรียกดูได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะจ่าย Commission หรือ Incentive ก็สามารถใช้วัดผลได้ทันที

สมัครใช้งานฟรี! วันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.095-371-7988

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

รู้จัก okr vs kpi พร้อมแนวทางการใช้

OKR vs KPI เปรียบเทียบความแตกต่าง พร้อมแนวทางการใช้ในทีม Sales อย่างมืออาชีพ

ธุรกิจทุกวันนี้ขับเคลื่อนได้ด้วยการแข่งขัน การใช้เครื่องมือวัดผลที่แม่นยำจึงเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางขององค์กรและการวางรากฐานกระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องวัดผลอย่างไรให้องค์กรโต คำถามง่าย ๆ ที่คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่า KPI จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกบริษัทคุ้นเคย แต่ในยุคที่โลกหมุนไปไวขนาดนี้ OKR ได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

แล้วองค์กรของคุณเหมาะกับอะไรมากกว่ากัน บทความนี้จะพามาเปรียบเทียบชัด ๆ ถึงความแตกต่างและสถานการณ์ที่เหมาะสมในการเลือกใช้ระหว่าง OKR vs KPI เพื่อวางรากฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า KPI และ OKR เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมกันได้ดีเยี่ยม โดย KPI จะเน้นไปที่การรักษามาตรฐานและตัวเลขฐานรากที่ธุรกิจต้องมี ส่วน OKR จะเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมและเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อยกระดับองค์กรให้เหนือกว่าเดิม การนำทั้งสองระบบมาปรับใช้ร่วมกันอย่างสมดุลจะช่วยให้วัดผลได้จริงในทุกมิติ
constructive feedback คือ การให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์

Constructive Feedback คืออะไร? พร้อมเทคนิคให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาทีม

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการขายทางธุรกิจมีตัวเลขเป็นเดิมพัน การสื่อสารจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าทีมจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่หลายองค์กรกลับพลาดที่การให้ Feedback จนกลายเป็นแรงกดดันจนบั่นทอนกำลังใจ และส่งผลเสียต่อยอดขายในที่สุด

จะดีกว่าไหมถ้าเรา เปลี่ยน "คำวิจารณ์" ให้เป็น "โอกาสในการเติบโต" ด้วยการทำความเข้าใจศิลปะการให้ฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์ด้วย Constructive Feedback อาวุธลับของ Leader ยุคใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพทีมขาย ไปพร้อมกับผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดด

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Constructive Feedback คือการให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาแทนการตำหนิ หากทีมได้รับ Constructive Feedback ที่ถูกหลักการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พัฒนาตัวเองได้เร็วและปิดดีลได้คมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับระบบ CRM ที่ช่วยเก็บข้อมูลอย่างแม่นยำ จะยิ่งทำให้การให้ Feedback ทรงพลังและตรงจุดที่สุด
value proposition สื่อสารคุณค่าเพื่อสร้างจุดขายให้ธุรกิจ

Value Proposition คืออะไร? พร้อมตัวอย่างวิธีสร้างจุดขายให้กับธุรกิจของคุณ

สินค้าและบริการมีตัวเลือกมากมาย ลูกค้าเลยสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่เราต้องนำเสนอจึงไม่ใช่แค่ “เราขายอะไร” อีกต่อไป แต่คือ “ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา”แบรนด์ที่ยังไม่เข้าใจจึงมักแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชัน หรือฟีเจอร์ ที่อาจยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ขนาดนั้น เพราะยังไม่มี Value Proposition ที่แข็งแรงพอในการสื่อสาร “คุณค่าที่แท้จริง” ให้ลูกค้าเข้าใจ

SellStory จะพามาทำความเข้าใจว่า Value Propositionคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างและวิธีสร้างให้สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นและเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขาย

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Direct