พิชิตยอดขายได้ตามเป้า แค่รู้เทคนิคการปิดการขายแบบมืออาชีพ

5 เทคนิคการปิดการขายแบบมืออาชีพ เพิ่มยอดขายได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

เทคนิคปิดการขายแบบมืออาชีพ
การทำธุรกิจสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของการปิดการขาย ที่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในรูปแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม หากปิดการขายได้ก็ช่วยสร้างผลกำไรให้กับเจ้าของธุรกิจได้เช่นเดียวกัน วิธีปิดการขายจึงไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ต้องเลือกใช้เทคนิคปิดการขายให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด ดังนั้น สำหรับนักขายแล้ว การที่มีกลยุทธ์ด้านการขายติดตัวไว้ใช้ได้มากแค่ไหน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสทำกำไรและปิดการขายได้มากขึ้นเท่านั้น

เลือกอ่านจากสารบัญ

ความสำคัญของการปิดการขาย

การปิดการขายนั้ยอยู่ในกระบวนการสุดท้ายจากขั้นตอนและกระบวนการขายทั้งหมด เพราะเป็นขั้นตอนที่ลูกค้าต้องทำการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ทำให้กระบวนการนี้มีความสำคัญไม่แพ้กระบวนการอื่น ๆ ที่อยู่บน Sales Pipeline เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้แล้วการที่เราสามารถปิดการขายสินค้าหรือบริการได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำกำไรได้จากการขายครั้งนี้เพียงอย่างเดียว เพราะนั่นอาจหมายถึงโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำหรือแนะนำแบรนด์ของเราให้กับลูกค้าใหม่ ๆ ได้เช่นกัน

การปิดการขายด้วยเทคนิคแบบมืออาชีพ

หัวใจสำคัญในการปิดการขาย

หลายคนอาจสงสัยว่าการขายที่ดีมีลักษณะอย่างไร เพราะบางคนแม้จะมีกลยุทธ์ เทคนิค และเครื่องมือที่ดีแล้วแต่ก็ยังยังไม่สามารถปิดการขายได้ ซึ่งนั่นอาจหมายความว่าคุณอาจจะมองข้ามหัวใจสำคัญของการปิดการขายต่อไปนี้อยู่ก็เป็นได้

1. เข้าใจความต้องการของลูกค้า

ก่อนที่จะปิดการขายได้นักขายต้องรู้จักตัวตนของลูกค้าหรือเข้าใจความต้องการของลูกค้าก่อน ว่าลูกค้ามีความต้องการอย่างไร สิ่งไหนคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อหรือใช้บริการจากเรา ยิ่งเข้าใจได้มากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น

2. สร้างความไว้วางใจ

การสร้างความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกการขาย ยิ่งเป็นงานบริการด้วยแล้วยิ่งจำเป็นต้องมีการสร้างความไว้วางใจ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับการดูแลที่ดี และได้สินค้าที่มีคุณภาพจริง นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเพื่อโอกาสในการซื้อซ้ำได้

3. นำเสนอคุณค่า

นอกจากนำเสนอราคาหรือคุณสมบัติของสินค้าแล้ว ผู้ขายต้องให้ความสำคัญในการส่งต่อคุณค่าหรือสื่อสารให้ลูกค้าเห็นว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการมีส่วนช่วยให้ชีวิตของผู้ซื้อดีขึ้นอย่างไรบ้าง

4. เลือกจังหวะที่เหมาะสม

หนึ่งในเทคนิคการขายแบบมืออาชีพคือการเลือกจังหวะยื่นข้อเสนอที่เหมาะสม เพราะหากเลือกจังหวะที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกกดดันหรือถูกผูกมัดมากเกินไปอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจและมีโอกาสที่จะปิดการขายไม่ได้

5. การติดตามผล

แม้ว่าการนำเสนอในครั้งแรกจะยังไม่สามารถทำการปิดการขายได้ทันที แต่นักขายที่ดีควรมีการติดตามผลอย่างเหมาะสมและไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกกดดัน การติดตามผลนั้นสามารถทำได้ทั้งการส่งข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม ส่งข้อมูลสินค้าใหม่ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน หรือการนำเสนอโปรโมชันให้ลูกค้าเพิ่มเติม

ปิดการขายแบบมืออาชีพ โอกาสทำกำไรให้ธุรกิจ

5 เทคนิคปิดการขาย สร้างโอกาสทำกำไรได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

เพื่อให้นักขายมือใหม่มีความมั่นใจ และสามารถปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วันนี้เรามี 5 เทคนิคการปิดการขาย พร้อมทั้งตัวอย่างการพูดขายสินค้าและบริการแบบมืออาชีพมาแนะนำ

1. ทำให้ลูกค้ารู้สึกยินดีที่ได้ซื้อสินค้า

เทคนิคการขายแบบมืออาชีพข้อแรกคือการรับรู้ปัญหาของลูกค้าก่อน แล้วค่อย ๆ ใช้คำถามด้วยการนำเสนอประเด็นที่ลูกค้าปฏิเสธได้ยากหรือการลงท้ายคำถามด้วยคำว่า “คุณลูกค้าว่าจริงไหมคะ” หรือ “เจอปัญหาแบบนี้อยู่ใช่ไหมคะ” แล้วนำเสนอสินค้าที่ลูกค้าต้องการเพื่อแก้ไขปัญหา วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจที่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น

2. ปิดการขายด้วยการถามตรง

เทคนิคการปิดการขายวิธีนี้เป็นการเสนอขายแบบตรงไปตรงมา ใช้ได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่ต้องผ่านการพูดคุยและสอบถามเรื่องสินค้าจากลูกค้าจนแน่ใจแล้วว่าปิดการขายได้แน่นอน ตัวอย่างคําพูดการปิดการขายด้วยเทคนิคนี้ เช่น “ลูกค้าสนใจรับเป็นสินค้ารายการนี้เลยนะคะ” หรือ “ลูกค้าสนใจรับเป็นโปรโมชันบริการนี้เลยไหมคะ” แต่ไม่ควรใช้คำถามที่เร่งรัด หรือเป็นคำที่ไม่สุภาพโดยเด็ดขาด

3. โทรคุยเพื่อปิดการขาย

แม้ว่าจะเป็นการขายทั้งออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม หากว่าการสื่อสารด้วยวิธีพิมพ์ข้อความยังไม่สามารถปิดการขายได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการโทรศัพท์เพื่อพูดคุยปิดการขาย เพราะมีความแตกต่างกันในเรื่องของน้ำเสียงและอารมณ์ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

4. ปิดการขายด้วยการยื่นข้อเสนอ

เทคนิคการขายแบบมืออาชีพวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีคือการยื่นข้อเสนอที่มีความน่าสนใจให้กับลูกค้า เมื่อการขายแบบปกติมีแนวโน้มที่ไม่ประสบความสำเร็จ ลองเจรจาต่อรองเพื่อยื่นข้อเสนอให้กับลูกค้าพิจารณาเพิ่มเติมเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่ตัดสินใจซื้อ ตัวอย่างการพูดขายสินค้าและบริการเพื่อยื่นข้อเสนอ เช่น “ถ้าวันนี้ลูกค้าตัดสินใจซื้อครบ 5 ชิ้น ทางเรามีของสมนาคุณแถมเพิ่มให้ฟรีอีก 1 ชิ้น” หรือ “เลือกรับบริการวันนี้ ลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์รับบริการในครั้งต่อไปได้ฟรี”

5. ใช้ตัวเลขสร้างความมั่นใจ

หลายครั้งที่การโน้มน้าวด้วยประโยคพูดปกติไม่สามารถปิดการขายได้ เพราะลูกค้ายังไม่รู้สึกว่าสินค้าหรือบริการของเรามีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการมีผลสำรวจความพึงพอใจ หรือการนำเสนอเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังใช้สินค้าหรือบริการในรูปแบบตัวเลขสถิติ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้น เช่น “หลังจากที่มีลูกค้าซื้อสินค้าของเราไปใช้ ผลปรากฏว่าช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 25% เลยนะครับ” หรือ “หลังใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรนี้ของเรา ลูกค้าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 14 วันค่ะ”

นอกจากการใช้เทคนิคการปิดการขายเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับนักขายคือการติดตามผลหลังการขาย และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าเอาไว้ วิธีนี้ช่วยให้เกิดการซื้อหรือกลับมาใช้บริการซ้ำได้ในอนาคตอย่างแน่นอน นอกจากนี้การใช้เครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานขายอย่างระบบ Customer Relationship Management หรือซอฟต์แวร์ CRM ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทีมขายทำงานได้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพขึ้นได้อีกด้วย

เทคนิคการปิดการขายแบบมืออาชีพ มีอะไรบ้าง

เพิ่มโอกาสทำกำไรให้ธุรกิจ ด้วยเทคนิคปิดการขายแบบมืออาชีพ

การสร้างกลยุทธ์และเทคนิควิธีปิดการขายแม้ว่าจะยังไม่ใช่นักขายมืออาชีพในวันนี้ แต่หากฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติมมาเป็นอย่างดีแล้ว รับรองว่ามือใหม่ก็สามารถทำการปิดการขายได้เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญสำหรับงานขายก็คือการสังเกตพฤติกรรมและความสนใจของลูกค้าให้มากที่สุด จะเป็นวิธีที่ช่วยให้นักขายมองเห็นจังหวะและโอกาสในการนำเสนอสินค้าหรือบริการได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การใช้ซอฟต์แวร์หลังบ้านไว้คอยบริหารจัดการ อย่างระบบ CRM ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่คุ้มค่าต่อการลงทุนไว้ใช้งานด้วย

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาตัวช่วยในการบริหารจัดการงานให้กับทีมขาย หรือรักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าเพื่อโอกาสในการปิดการขายและพิชิตยอดได้ตามเป้า ขอแนะนำระบบCRM จาก SellStory ระบบที่ออกแบบมาช่วยให้การทำงานขายเป็นเรื่องง่าย ด้วยฟีเจอร์มากมายที่เข้าถึงได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย และติดตามสถานะได้ในทุกขั้นตอน ช่วยให้ทุกการขายของคุณเป็นไปได้แน่นอน

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

การแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำความเข้าใจพฤติกรรม

Customer Segmentation คืออะไร? แบ่งกลุ่มลูกค้าบริหารความสัมพันธ์

ในโลกของการทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นออกมา ล้วนทำมาเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคทั้งหมด แน่นอนว่าการทำธุรกิจด้วยการมุ่งเป้าให้ทุกคนกลายเป็นลูกค้าของเรา เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูง แม้ทุกคนจะมีความต้องการที่เหมือนกัน แต่รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่เลือกก็ยังคงแตกต่างกันอยู่เสมอ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความซับซ้อนทางความคิดและพฤติกรรม

การทำ Customer Segmentation เพื่อทำความเข้าใจและแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ เพื่อให้เรารู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนเหมาะสมที่จะเป็นลูกค้าที่แท้จริงของเรา แล้วเราต้องทำอย่างไรในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเอาไว้ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Customer Segmentation หรือการแบ่งแยกประเภทฐานลูกค้า เพื่อช่วยการ Approach งานขายได้อย่างเป็นระบบ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้หากมีโปรแกรมระบบ CRM ที่ดี ช่วยให้ทีมขายช่วยจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามงานขาย การตั้งเป้าหมายการขาย รวมไปถึงการรักษาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
วิธีการตั้งเป้ายอดขายเพื่อการทำงานที่เป็นระบบ

Sales Target คืออะไร? ตั้งยอดขายให้เป็นระบบเพิ่มประสิทธิภาพทีมขาย

ยอดขาย เป็นสิ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนและทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ การจะสร้างยอดขายให้กับองค์กรจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์การทำงานอย่างชัดเจน นั้นก็คือ Sales Target ที่อาศัยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้า บริการ ลูกค้า กำลังการผลิต ความสามารถของพนักงาน ร่วมกับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เพื่อให้ได้ Sales Target Plan ที่ลงตัวกับทุกฝ่ายมากที่สุด

บทความนี้ SellStory จะมาอธิบายถึงวิธีการตั้งเป้ายอดขายที่น่าสนใจ พร้อมเปรียบเทียบ Sales Target และ Sales Forecast ที่หลายคนมักสับสน รวมถึง ระบบ CRM & Sales Managementที่จะเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล ลดขั้นตอนการทำงาน ให้พนักงานมุ่งมั่นกับการสร้างยอดขายให้เป็นไปตามเป้าอย่างเต็มที่

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การกำหนดเป้าหมายยอดขาย เป็นสิ่งที่นักขายควรทำ เพราะช่วยให้เราเห็นเป้าหมาย และรู้วิธีการวางแผนการขายแต่ละขั้นตอน ทั้งนี้หากมีระบบจัดการงานขายที่ดี จะช่วยให้ทีมขายทำงานได้อย่างราบรื่น
ความพึงพอใจของลูกค้าสำคัญอย่างไร

Customer Satisfaction คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างมั่นคง สิ่งสำคัญที่ต้องตามหาและรักษาเอาไว้ให้ดี คือ ลูกค้า เพราะลูกค้าคือกุญแจสำคัญในการสร้างยอดขาย และเป็นปัจจัยในการพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า “การรักษาฐานลูกค้าเก่านั้น ยากยิ่งกว่าการหาลูกค้าใหม่” การให้ความสำคัญกับ Customer Satisfaction หรือ ความพึงพอใจของลูกค้า จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องพัฒนาเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด

SellStory เข้าใจถึงความสำคัญในการดูแล และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำวิธีการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า วิธีคำนวณอัตราความพึงพอใจ และเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกขั้นตอนสำเร็จไปได้ด้วยดี

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Customer Satisfaction หรือความพึงพอใจของลูกค้า เป็นเรื่องสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมต่อยอดสู่การหาลูกค้าใหม่ผ่านการรับฟังและวิเคราะห์ Feedback อย่างจริงจัง เพื่อนำมาปรับปรุง พัฒนา และยกระดับการบริการ เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ