Customer Pain Point คืออะไร? เข้าใจปัญหา ช่วยแก้ไขลูกค้าให้ตรงจุด

Customer Pain Point คืออะไร? เข้าใจปัญหา ช่วยแก้ไขลูกค้าให้ตรงจุด

customer pain point
เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจเจอปัญหาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ หรือการลงโฆษณาและทำคอนเทนต์ แต่ยอดขายกลับไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าทักมาเพื่อสอบถามแต่ไม่ตัดสินใจซื้อ หรือซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพสินค้า หรือบริการเสมอไป แต่เกิดจากที่ธุรกิจยังไม่เข้าใจ Customer Pain Pointของลูกค้า

หลายองค์กรเน้นสื่อสารด้วยฟีเจอร์ หรือข้อดีของสินค้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ปัญหาของลูกค้าคืออะไร” และปัญหานั้นกระทบต่อชีวิตหรือธุรกิจของเขาอย่างไร เมื่อการสื่อสารไม่เชื่อมโยงกับปัญหาของลูกค้า การตลาดจึงกลายเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาได้จริง

ในบทความนี้ SellStory จะพาคุณเข้าใจว่า Customer Pain Point คืออะไร มีกี่ประเภท และจะนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอย่างไรให้เกิดยอดขายและความสัมพันธ์ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเข้าใจ Customer Pain Point คือจุดเริ่มต้นของการขายที่ตรงจุด เพราะเป็นการเข้าใจปัญหาลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีระบบที่ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า ติดตามดีล และวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารได้แม่นยำและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกอ่านจากสารบัญ

Customer Pain Point คืออะไร?

Customer Pain Pointคือปัญหาของลูกค้าที่สามารถแปลความหมายเป็นได้ทั้งความไม่สะดวก ความกังวล หรืออุปสรรคที่กำลังเผชิญ โดยปัญหานั้นต้องส่งผลต่อพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดสินใจและกำลังต้องการหาทางออก เช่น คุณสมบัติของสินค้า ราคา เวลาในการจัดส่ง หรือรับบริการ ขั้นตอนการใช้งาน รวมไปถึงการบริการหลังการขาย อีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Customer Pain Point ของลูกค้า ไม่ได้มีเหมือนกันทุกคนเพราะแม้จะเป็นสินค้าเดียวกันแต่ปัญหาของลูกค้าอาจมีต่างกันได้ ดังนั้น หากธุรกิจสามารถเข้าใจและนำเสนอทางแก้ไขเฉพาะบุคคลได้ตรงจุด ลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและไม่ได้แค่พยายามขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

ประเภทของ customer pain point

ประเภทของ Customer Pain Point ที่พบบ่อย

โดยทั่วไป Customer Pain Point สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักที่พบได้ในหลายธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนี้

1. Financial Pain Point (ปัญหาด้านราคา/ต้นทุน)

ปัญหาของลูกค้าที่รู้สึกว่าสินค้า หรือบริการมีราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับงบประมาณ หรือยังไม่เห็นความคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายได้อย่างชัดเจน โดยตัวอย่างธุรกิจที่มักมี Customer Pain Pointประเภทนี้ เช่น

  • ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ชูจุดขายเรื่องการประหยัดพลังงาน ลูกค้าจะรู้สึกว่าจ่ายเงินซื้อไปแล้วอาจต้องเสียค่าไฟแพงขึ้น ไม่คุ้มค่าในระยะยาว
  • ร้านค้าออนไลน์ที่ไม่ได้ระบุเรื่องค่าขนส่ง ลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลอาจรู้สึกว่าต้องเสียค่าส่งแพง
  • บริษัททัวร์ที่ลงขายแพ็กเกจการเดินทางในราคาสุดคุ้ม แต่ไม่มีการลงรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารให้ทราบ อาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับรู้ถึงความคุ้มค่าและมองหาผู้ให้บริการเจ้าอื่นแทน

หากธุรกิจเข้าใจปัญหาของลูกค้าในจุดนี้ ควรมีการสื่อสารเรื่องความคุ้มค่า ผลลัพธ์ระยะยาว หรือแพ็กเกจที่เหมาะสม เพื่อคลายความกังวลให้กับลูกค้า

2. Productivity Pain Point (ปัญหาด้านเวลา/ประสิทธิภาพ)

สำหรับ Customer Pain Point ในด้านนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าการใช้สินค้า หรือบริการเป็นเรื่องที่เสียเวลาเพราะมีขั้นตอนการใช้งานยุ่งยากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่มักต้องการความสะดวก รวดเร็ว และให้ผลลัพธ์ในการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวอย่าง Pain Point ในเรื่องนี้ เช่น

  • แอปพลิเคชันที่มีขั้นตอนสมัครสมาชิกซับซ้อน ต้องรอการตอบกลับหรือต้องใช้เวลายืนยันหลายครั้ง อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกเสียเวลานานเกินกว่าจะเข้าถึงการใช้งานได้
  • ระบบ CRM ที่ใช้งานยาก ต้องเรียนรู้นาน และยังต้องเสียเวลาในการจัดการเอกสารสำคัญในงานขายด้วยตัวเองหลายขั้นตอน ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเสียเงินแล้วไม่ช่วยเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน

ปัญหาของลูกค้าด้านนี้ ธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจและหาโซลูชันที่ช่วยลดขั้นตอนได้ เพื่อให้ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อการใช้งานได้รวดเร็ว ที่สำคัญคือมีระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบายให้มากที่สุด

หมดปัญหาเรื่องการจัดการข้อมูลลูกค้า ไม่ต้องปวดหัวกับการปรับแต่งที่ยุ่งยาก หรือข้อจำกัดในการออกใบเสนอราคา ด้วยระบบ CRM & Sales Management ที่มาพร้อมฟีเจอร์ช่วยงานขายมากมาย ช่วยเปลี่ยนความยุ่งยากในงานขาย ให้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่SellStory

3. Process Pain Point (ปัญหาด้านกระบวนการ)

ปัญหาของลูกค้าในด้านนี้ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอน หรือโครงสร้างการให้บริการ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ายุ่งยาก ซับซ้อน และเข้าถึงการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการได้สะดวก โดยตัวอย่าง Pain Point ในเรื่องนี้ เช่น

  • ขั้นตอนการชำระเงินที่ยุ่งยาก ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ หลายครั้ง หรือกดรหัสยืนยันหลายรอบ
  • หน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเข้าใจยาก ต้องกดใช้งานหลายหน้าเพื่อเข้าถึงการสั่งซื้อหรือจองรับบริการ

เพื่อลดปัญหาในด้านนี้ควรออกแบบกระบวนการให้เรียบง่าย และสามารถดูเข้าใจได้ทันทีเพื่อลดความสับสน และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน

4. Support Pain Point (ปัญหาด้านการบริการ)

Customer Pain Point ในด้านนี้มักเกิดระหว่างที่ลูกค้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการแล้วไม่ได้รับคำตอบในเวลาที่รวดเร็ว ปัญหานี้อาจทำให้ความน่าเชื่อถือที่มีต่อแบรนด์ลดลงและลูกอาจเปลี่ยนไปพิจารณาผู้ให้บริการเจ้าอื่นที่ตอบคำถามได้รวดเร็วกว่า ตัวอย่าง Pain Point ในด้านนี้ เช่น

  • ไม่มีช่องทางติดต่อที่สะดวก ติดต่อตามเบอร์ที่ให้ไว้แล้วไม่มีผู้รับสาย หรือไม่มีการตอบกลับอีเมล
  • ติดต่อผ่านช่องทางแชทแล้ว ต้องรอเจ้าหน้าที่ตอบกลับหลายชั่วโมง หรือบางกรณีหลายวัน
  • แก้ปัญหาแล้วไม่มีการติดตามความพึงพอใจ หรือลูกค้าแจ้งปัญหาแล้วไม่มีการติดต่อกลับ

การให้บริการที่รวดเร็ว มีระบบติดตามผล ตอบกลับรวดเร็ว หรือมีระบบChatbot ช่วยตอบกลับ จะช่วยลดการเกิดปัญหาได้

ข้อดีของการเข้าใจปัญหาของลูกค้า

ทำไมการเข้าใจ Customer Pain Point ถึงช่วยเพิ่มยอดขาย?

ปัจจุบันการตัดสินใจซื้อของลูกค้าไม่ได้เกิดจากการเห็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ หรือดีไซน์ที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ลูกค้าเชื่อว่าสินค้านั้นตอบโจทย์และสามารถแก้ปัญหาได้จริง

เมื่อธุรกิจเข้าใจว่า Customer Pain Point คืออะไร และสามารถสื่อสารออกไปได้ว่าเราจะช่วยคุณแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร การขายจะเปลี่ยนจากการโน้มน้าวเป็นการเสนอทางออก เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้าได้มากขึ้น ดังนั้น การสื่อสารที่โดนใจจึงมีพลังมากกว่าการขายตรง เพราะลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความเข้าใจ มากกว่ารู้สึกกดดันที่ต้องตัดสินใจทันที

วิธีค้นหา Customer Pain Point อย่างมีประสิทธิภาพ

การเข้าใจปัญหาของลูกค้าไม่ควรเกิดขึ้นจากการคาดเดา แต่ควรอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้ว่า Customer Pain Point คืออะไรแล้วควรจะแก้ปัญหาอย่างไร

1. สำรวจความคิดเห็นลูกค้า

การสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า เช่น อ่านรีวิวสินค้า ดูคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย หรือทำแบบสอบถามหลังการซื้อ เพื่อเป็นการจัดเก็บCustomer Feedbackมาวิเคราะห์ต่อ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทราบปัญหาของลูกค้าได้อย่างชัดเจน

2. วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า

การสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้รู้ถึง Customer Pain Point ได้ เช่น ดูข้อมูลการซื้อซ้ำ วิเคราะห์หน้าที่ลูกค้าส่วนใหญ่ออกจากเว็บไซต์ รวมถึงการดูระยะเวลาที่ใช้งานในแต่ละขั้นตอน ข้อมูลจากพฤติกรรมจะช่วยให้เห็น Pain Point ในเชิงลึก ซึ่งเป็นปัญหาที่ลูกค้าอาจไม่ได้พูด หรือรีวิวออกมาให้เห็น

3. สอบถามทีมขายและทีมบริการลูกค้า

บางครั้งปัญหาของลูกค้าอาจเกิดขึ้นจากคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยซึ่งมักจะเป็นปัญหาที่พบซ้ำ ๆ และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลูกค้าไม่ยอมจ่าย ซึ่งข้อมูลส่วนนี้สามารถหาได้จากการสอบถามทีมขายและฝ่ายบริการลูกค้า รวมถึงการมีระบบจัดการแชทที่ดี ที่สามารถรวบรวมข้อความจากทุกแพลตฟอร์มมาไว้ในระบบเดียว ทำให้ค้นหาและติดตามปัญหาได้ง่าย

4. ศึกษาคู่แข่งในตลาด

นอกจากการสำรวจปัญหาของลูกค้าจากระบบหลังบ้านแล้ว การอ่านรีวิวคู่แข่ง เป็นอีกวิธีที่สามารถนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ว่ามี Pain Point ใดบ้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งการเข้าใจช่องว่างในตลาดจะช่วยให้ธุรกิจพัฒนาแนวทางที่แตกต่างและตรงจุดกว่าเดิม

การปรับใช้ customer pain point

ตัวอย่างการนำ Customer Pain Point ไปปรับใช้กับธุรกิจ

การนำ Customer Pain Point ไปปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ ไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้กับธุรกิจใดเท่านั้นเพราะการรู้ปัญหาของลูกค้าแล้วนำมาใช้พัฒนาสินค้าหรือบริการสามารถทำได้ในหลายธุรกิจ ดังนี้

ตัวอย่างธุรกิจ E-Commerce

ปัญหาของลูกค้าส่วนใหญ่มักกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและการจัดส่ง วิธีแก้ไขคือต้องมีรีวิวของผู้ที่เคยสั่งซื้อ มีระบบที่ช่วยแสดงสถานะจัดส่งแบบเรียลไทม์ และตอบแชทรวดเร็วเพื่อลดความกังวลให้กับผู้ที่สั่งซื้อสินค้าหรือกำลังตัดสินใจ

แนะนำบทความ เกี่ยวกับ Chat Commerce คืออะไร? รู้จักการขายผ่านแชทที่ช่วยเพิ่มยอดขายในยุคออนไลน์

ตัวอย่างธุรกิจ B2B

ธุรกิจ B2B ส่วนใหญ่ Customer Pain Point คือ ลูกค้ากังวลเรื่องความคุ้มค่าและผลลัพธ์ในระยะยาว วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม เช่น การนำเสนอเคสตัวอย่าง ผลลัพธ์ที่วัดได้ และข้อมูล ROI ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาในด้านการตัดสินใจเชิงธุรกิจให้กับลูกค้า

ตัวอย่างธุรกิจบริการ

ปัญหาของลูกค้าในธุรกิจบริการส่วนใหญ่กังวลเรื่องการติดต่อยาก หรือการสอบถามข้อมูลแล้วต้องรอคอยการตอบกลับนาน การแก้ไขสำหรับธุรกิจกลุ่มนี้คือเพิ่มช่องทางติดต่อ และควรมีระบบรวมแชทไว้ในระบบเดียว เพื่อให้แอดมิน หรือฝ่ายขายสามารถติดตามและตอบกลับลูกค้าได้รวดเร็ว ลดความกังวลและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า

SellStory ระบบ CRM & Sales Management ช่วยจัดการ Customer Pain Point ได้อย่างไร?

การเข้าใจ Pain Point เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา แต่การจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบคือสิ่งที่ทำให้ปัญหาพร้อมเข้าสู่กระบวนการแก้ไขได้จริง ซึ่ง SellStory ระบบ CRM & Sales Managementคือเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณจัดการกับปัญหาของลูกค้าได้ง่ายขึ้น ด้วยฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานเหล่านี้

  • ระบบจัดการข้อมูลลูกค้า:บริหารข้อมูลลูกค้า แยกประเภท Lead บันทึกข้อมูลและจัดเก็บพฤติกรรมลูกค้า
  • ระบบรวมแชท:ระบบรวมแชทช่วยจัดเก็บประวัติการสนทนาจากทุกแพลตฟอร์ม สามารถตอบกลับได้บนช่องแชทเดียว ไม่พลาดทุกคำถาม หรือปัญหาของลูกค้า
  • ระบบจัดการงานขาย:บันทึกและติดตามสถานะดีลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ทีมขายและฝ่ายบริการลูกค้าสามารถดูสถานะและติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ
  • ระบบออกใบเสนอราคา:จัดการใบเสนอราคาผ่านเทมเพลตได้อย่างรวดเร็ว พร้อมส่งต่อให้ลูกค้าได้ทันที
  • ระบบรายงานการขาย:ช่วยให้ทีมขายมองเห็นภาพรวมในงานขาย เพื่อนำมาประเมินประสิทธิภาพในทีมขาย และมองเห็นปัญหาของลูกค้าที่ส่งผลต่อยอดขายได้

ระบบ CRM & Sales Management ไม่ใช่เครื่องมือที่ช่วยจัดการงานขายเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบที่ช่วยให้ฝ่ายขายมองเห็นปัญหา และเข้าใจ Customer Pain Point ได้อย่างแม่นยำ ดูรายละเอียดฟีเจอร์เพิ่มเติม

ติดตามปัญหาของลูกค้าได้ด้วยระบบ crm จาก sellstory

สรุป Customer Pain Point กุญแจสำคัญของการตลาดที่ตรงจุด

การเข้าใจ Customer Pain Point คือการเปลี่ยนมุมมองจากเราขายอะไร ไปเป็นลูกค้ากำลังเจอปัญหาอะไร ซึ่งธุรกิจที่ฟังเสียงของลูกค้าอย่างจริงจัง วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้อย่างเป็นระบบ และปรับกลยุทธ์ให้ตรงกับความต้องการได้จริง จะสามารถสร้างยอดขาย ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระยะยาวได้อย่างมั่นคง

สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้จัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ และสามารถนำมาวิเคราะห์ Customer Pain Point ได้อย่างตรงจุด ขอแนะนำ SellStory ระบบ CRM & Sales Managementเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจลูกค้า แก้ปัญหาได้รวดเร็ว และไม่พลาดโอกาสปิดการขาย รองรับการใช้งานทั้ง Desktop และ Application

ทดลองใช้ SellStory ฟรี! หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-371-7988 Line :@SellStory

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ​ Customer Pain Point

1. Customer pain point คืออะไรในมุมของธุรกิจ?

Customer Pain Point คือปัญหาของลูกค้า ที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคาแต่เป็นได้ทั้งความกังวลหรืออุปสรรคที่ลูกค้ากำลังเผชิญ และคาดหวังให้สินค้าและบริการนั้น ๆ ช่วยแก้ไขได้

2. รู้ได้อย่างไรว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร?

วิเคราะห์จากรีวิว คำถามที่ลูกค้าถามบ่อย ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อ และฟีดแบ็กจากทีมขายหรือบริการลูกค้า

3. การแก้ pain point ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร?

เมื่อธุรกิจสื่อสารได้ตรงกับปัญหาที่ลูกค้าเจอ จะช่วยให้เกิดความรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

ความหมายของ customer life cycle

Customer Life Cycle คืออะไร? เข้าใจทุกขั้นตอนพร้อมกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำความเข้าใจลูกค้าตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ สอบถามข้อมูลสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Customer Life Cycleซึ่งมีความสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจ หากฝ่ายขายหรือเจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจ ก็จะช่วยสร้างโอกาสรักษาความสัมพันธ์และยอดขายได้ในระยะยาว

ในบทความนี้ SellStoryจะพาไปทำความเข้าใจว่า Customer Life Cycle คืออะไร พร้อมตัวอย่าง Customer Life Cycleและการบริหารจัดการกับวงจรของลูกค้าเพื่อสร้างโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashboard ได้สรุปดังนี้ Customer Life Cycle คือวงจรชีวิตลูกค้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ การทำความรู้จักแบรนด์ การพิจารณาและตัดสินใจ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์และสร้างความภักดี ซึ่งทั้งหมดนี้ หากฝ่ายขายบริหารจัดการได้ดี จะช่วยให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ เพื่อสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืน
customer pain point

Customer Pain Point คืออะไร? เข้าใจปัญหา ช่วยแก้ไขลูกค้าให้ตรงจุด

เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจเจอปัญหาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ หรือการลงโฆษณาและทำคอนเทนต์ แต่ยอดขายกลับไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าทักมาเพื่อสอบถามแต่ไม่ตัดสินใจซื้อ หรือซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพสินค้า หรือบริการเสมอไป แต่เกิดจากที่ธุรกิจยังไม่เข้าใจ Customer Pain Pointของลูกค้า

หลายองค์กรเน้นสื่อสารด้วยฟีเจอร์ หรือข้อดีของสินค้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ปัญหาของลูกค้าคืออะไร” และปัญหานั้นกระทบต่อชีวิตหรือธุรกิจของเขาอย่างไร เมื่อการสื่อสารไม่เชื่อมโยงกับปัญหาของลูกค้า การตลาดจึงกลายเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาได้จริง

ในบทความนี้ SellStory จะพาคุณเข้าใจว่า Customer Pain Point คืออะไร มีกี่ประเภท และจะนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอย่างไรให้เกิดยอดขายและความสัมพันธ์ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเข้าใจ Customer Pain Point คือจุดเริ่มต้นของการขายที่ตรงจุด เพราะเป็นการเข้าใจปัญหาลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีระบบที่ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า ติดตามดีล และวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารได้แม่นยำและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ

การเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ นักขายควรรู้ตั้งแต่เริ่มคุยจนปิดการขายสำเร็จ

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของงานขายที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ “การเจรจาต่อรอง”เพราะเป็นขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่การเจรจาต่อรองให้ได้ผลนั้นก็จำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสาร และการเตรียมตัวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ในบทความนี้ SellStory จะชวนนักขายไปทำความเข้าใจกันว่าการเจรจาต่อรอคืออะไร มีปัจจัยที่จำเป็นอะไรบ้าง รวมถึงตัวอย่างสถานการณ์ที่เหมาะต่อการเจรจาต่อรองเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการปิดดีลได้สำเร็จ

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเจรจาต่อรอง เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักขาย เพราะยิ่งมีทักษะในการสื่อสารต่อรองมากก็มีโอกาสสูงมากที่จะปิดการขายด้วยความพึงพอใจต่อทั้งเซลส์และลูกได้สำเร็จ โดยการเจรจาต่อรองที่ดีสามารถทำได้ด้วยการเตรียมความพร้อมและการฝึกด้วยวิธีนำไปใช้ในสถานการณ์จริง