ค่าคอมมิชชั่น แต่ละแบบต่างกันอย่างไร? เรื่องสำคัญที่เซลต้องรู้

ค่าคอมมิชชั่น มีกี่รูปแบบ และมีวิธีคิดต่างกันอย่างไร?

ค่าคอมมิชชั่น มีกี่รูปแบบ
ค่าคอมมิชชั่น คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของงานขายที่พนักงานขายทุกคนควรมีความเข้าใจพื้นฐาน เพราะค่าตอบแทนรูปแบบนี้ไม่เพียงแค่ช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่า commission คืออะไร มีกี่ประเภท และค่าคอมมิชชั่นมีหลักการคิดยังไงบ้าง ไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันในบทความนี้เลย

เลือกอ่านจากสารบัญ

ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร?

ค่าคอมมิชชั่น (Commission) คือค่าตอบแทนที่พนักงานขายได้รับจากการปิดการขายหรือทำยอดขายได้ตรงตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนดไว้ โดยปกติแล้ว ค่าคอมมิชชั่นของพนักงานขาย จะถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายหรือกำไรสุทธิ และมักจะมีการจ่ายเพิ่มให้จากฐานของเงินเดือนเพื่อจูงใจให้พนักงานมุ่งเน้นการทำยอดหรือปิดการขายให้ได้มากที่สุด ค่าคอมมิชชั่นจึงเป็นมากกว่าค่าตอบแทนธรรมดา เพราะเปรียบเหมือน “แรงผลักดัน” ที่ทำให้พนักงานมีเป้าหมายชัดเจน และเร่งสร้างผลงานที่สามารถวัดผลได้จริง

อ่านบทความที่น่าสนใจ :Incentive และ Commission คืออะไร? และมีวิธีคำนวณอย่างไร

การคิดค่าคอมมิชชั่น แต่ละแบบ

ค่าคอมมิชชั่นมีกี่รูปแบบ?

การคิดค่าคอมมิชชั่นนั้นมีหลายรูปแบบ และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท โดยส่วนใหญ่แล้ววิธีคิดค่า Commission ที่พบบ่อยมีทั้งหมด 11 รูปแบบ คือ

1. คอมมิชชั่นตามผลงาน

การคิดค่าคอมมิชชั่นตามผลงาน จะไม่ได้วัดที่จำนวนยอดขายหรือการขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการคิดตามผลงานโดยรวมทั้งหมด เช่น จำนวนยอดขาย, ความพึงพอใจของลูกค้า, การปฏิบัติหน้าที่ โดยการคำนวณค่าคอมมิชชั่นตามผลงาน เช่น คอมมิชชั่น 5% เมื่อทำยอดขายได้ 200,000 บาท และปฏิบัติหน้าที่ได้ดี มีคะแนนความพึงพอใจในเชิงบวกจากลูกค้า จะได้รับค่าคอมมิชชั่น 5% = 10,000 บาท ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับธุรกิจด้านงานบริการ

2. คอมมิชชั่นจากกำไร

ระบบจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่พนักงานขายจะได้รับจากกำไรโดยไม่ได้คิดจากยอดขาย เช่น การขายสินค้าตามออเดอร์ที่มีจำนวนมากในครั้งเดียว การจ่ายคอมมิชชั่นรูปแบบนี้จึงมักเป็นการคิดเปอร์เซ็นต์จากกำไร ซึ่งอยู่ที่ 5%, 10%, 15% หรือ 20% ตัวอย่างการคิดค่าคอมมิชชั่น เช่น กำไรจากการขายสินค้า 50,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น 10% ก็จะได้รับคอมมิชชั่น 5,000 บาท

3. คอมมิชชั่นแบบขั้นบันได

สำหรับ Commission แบบขั้นบันได พนักงานขายได้รับอัตราคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นตามระดับยอดขายหรือผลงาน เมื่อทำยอดขายได้สูงมากขึ้นเท่าไหร่ ระดับขั้นการจ่ายค่าคอมมิชชั่นก็สูงขึ้นตาม เช่น

  • ยอดขายตั้งแต่ 0–100,000 บาท ค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ 5%
  • ยอดขาย 100,001–200,000 บาท ค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ 10%
  • ทำยอดขายได้เกิน 200,000 บาท ค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ 15%

4. คิดเฉพาะค่าคอมมิชชั่น

ค่าตอบแทนจากคอมมิชชั่นรูปแบบนี้จะเป็นการคิดเป็นจำนวนเงินตายตัว เช่น ขายได้ 1 ชิ้น ค่าคอมมิชชั่น 500 บาท ไม่ขึ้นกับราคาสินค้า และไม่ได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่จะใช้กับพนักงานขายรูปแบบฟรีแลนซ์เพราะไม่มีฐานเงินเดือนหรือรายได้ประจำ

5. คอมมิชชั่นตามสินค้า

สำหรับหลักเกณฑ์ การจ่ายค่าคอมมิชชั่น ตามสินค้าโดยส่วนใหญ่จะใช้ในกลุ่มบริษัทที่มีสินค้าหลายประเภท โดยแต่ละประเภทสินค้าก็มีเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชั่นแตกต่างกัน เช่น สินค้าในหมวด A หากขายได้จะได้รับค่าคอมมิชชั่นที่ 5% และจะได้รับคอมมิชชั่น 10% สำหรับกรณีที่ขายสินค้าในหมวด B ได้

คิดค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายบนระบบ crm ของ sellstory

6. คอมมิชชั่นส่วนต่างกำไร

ระบบการคิดคอมมิชชั่นรูปแบบนี้มาจากส่วนต่างของกำไรสินค้า ไม่ได้คิดจากยอดขาย โดยพนักงานขายจะได้เปอร์เซ็นต์จากส่วนต่างของกำไร เช่น คิดเป็น 10% จากส่วนต่างกำไรที่เกิดจากการขายได้ต่อครั้ง ส่วนใหญ่แล้วเป็นระบบที่ใช้ในกลุ่มธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าที่มีกำไรสูง

7. คอมมิชชั่น + เงินเดือน

ระบบคอมมิชชั่นที่คิดจากผลงานการขายของพนักงาน โดยจะจ่ายให้เพิ่มจากฐานเงินเดือน เช่น ค่าคอมมิชชั่นเดือนละ 15% เมื่อคิดจากฐานเงินเดือน 25,000 บาท หากทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย เงินเดือนรวมคอมมิชชั่นก็จะเท่ากับ 25,000 + 15% = 28,750 บาท การคิดคอมมิชชั่นรูปแบบนี้อาจคิดร่วมกับรูปแบบขั้นบันไดได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเร่งทำยอดขายให้ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ บริการรับทำเงินเดือนจาก HumanSoft สามารถคำนวณค่าคอมมิชชัน + เงินเดือนได้อย่างครบวงจร

8. คอมมิชชั่นตามพื้นที่รับผิดชอบ

เมื่อพนักงานขายสามารถปิดการขายกับลูกค้าใหม่หรือมียอดขายเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ก็จะได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนด เช่น พนักงานจะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตลาดพร้าว 5% รูปแบบนี้มักถูกใช้ในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็ว มีฐานลูกค้ากระจายตัว ทำให้พนักงานขายต้องเน้นขายเจาะในแต่ละพื้นที่มากขึ้น

9. คอมมิชชั่นต่อเนื่อง

พนักงานขายจะได้รับค่าคอมมิชชั่นต่อเนื่องทุกเดือน จากกรณีที่ลูกค้ารายเดิมยังคงใช้บริการหรือจ่ายเงินให้ตามรอบเดิม เช่น ระบบสมาชิก อาจคิดเป็น 10% ต่อการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน โดยพนักงานขายจะยังคงได้รับคอมมิชชั่นต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าลูกค้าเดิมจะยกเลิกสัญญา

10. คอมมิชชั่นจากสินค้าพิเศษ

รูปแบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าโปรโมชั่น หรือสินค้าพิเศษที่ต้องการขายให้ได้ในระยะเวลาที่จำกัด โดยบริษัทอาจเลือกจ่ายเพิ่มเติมให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับพนักงานขายที่สามารถปิดการขายได้สำเร็จเท่านั้น

11. คอมมิชชั่นตามระยะเวลาทำงาน

การจ่ายค่าคอมมิชชั่นในรูปแบบนี้ จะคำนวณอัตราคอมมิชชั่นเพิ่มตามอายุงาน เช่น ทำงานปีแรกค่าคอมมิชชั่นเริ่มต้นที่ 5% เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 เพิ่มเป็น 7% และเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไป การคิดคอมมิชชั่นรูปแบบนี้เหมาะกับบริษัทที่ต้องการประสบการณ์การขายของพนักงาน ทั้งนี้ก็อาจต้องขึ้นอยู่กับผลงานของพนักงานในแต่ละปีร่วมด้วย

ข้อควรรู้ก่อนคิด commission

สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนคิดค่าคอมมิชชั่น

ก่อนกำหนดรูปแบบหรือเปอร์เซ็นต์การจ่ายค่าคอมมิชชั่น เพื่อให้ระบบค่าตอบแทนมีประสิทธิภาพ และเกิดแรงจูงใจได้อย่างยั่งยืน บริษัทควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์การจ่ายค่าคอมมิชชั่น ดังต่อไปนี้

  • โครงสร้างชัดเจน : ระบุให้ชัดว่าคิดจากยอดขายหรือกำไร, คิดเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่หรือแบบขั้นบันได
  • ยุติธรรมกับพนักงาน : อัตราคอมมิชชั่นต้องมีความเป็นธรรม และต้องไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำภายในทีมขาย
  • สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร : ระบบค่าคอมมิชชั่นควรส่งเสริมเป้าหมาย เช่น เพิ่มยอดสินค้าใหม่, รักษาฐานลูกค้า, ขยายฐานลูกค้า
  • วัดผลได้ชัดเจน : มีระบบติดตามยอดขายหรือกิจกรรมขายที่โปร่งใส ตรวจสอบและวัดผลได้ เช่นระบบ CRM
  • กำหนดรอบจ่ายที่แน่นอน :ควรกำหนดรอบจ่ายที่ชัดเจน เช่น ทุกสิ้นเดือน, หลังลูกค้าจ่ายเงิน เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพื่อแสดงถึงความยุติธรรมต่อพนักงาน
วัดผลการขาย ด้วยระบบ crm จาก sellstory

วัดผลการขายได้แม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพให้เซลส์ ด้วย SellStory ระบบ CRM & Sales Management

เพื่อจัดการกับระบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับพนักงานขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยเก็บข้อมูล ติดตามงาน และสรุปผลได้อย่างแม่นยำ อย่างเช่นระบบ CRM & Sales Management จาก SellStory ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานของทีมขายโดยเฉพาะ ด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยบันทึกข้อมูลลูกค้าและยอดขายที่อัปเดตได้ทันทีที่ปิดการขาย พร้อมปรับแต่ง Job Card เพื่อบริหารจัดการทีมขายให้ทำงานได้ตามเป้าหมาย รวมถึงการแสดง Dashboard สรุปยอดแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ไม่พลาดทุกการจ่ายค่าคอมมิชชั่นสำหรับนักขายมือทองของคุณ!

สมัครใช้งานฟรี! วันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.095-371-7988

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

การแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำความเข้าใจพฤติกรรม

Customer Segmentation คืออะไร? แบ่งกลุ่มลูกค้าบริหารความสัมพันธ์

ในโลกของการทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นออกมา ล้วนทำมาเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคทั้งหมด แน่นอนว่าการทำธุรกิจด้วยการมุ่งเป้าให้ทุกคนกลายเป็นลูกค้าของเรา เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูง แม้ทุกคนจะมีความต้องการที่เหมือนกัน แต่รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่เลือกก็ยังคงแตกต่างกันอยู่เสมอ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความซับซ้อนทางความคิดและพฤติกรรม

การทำ Customer Segmentation เพื่อทำความเข้าใจและแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ เพื่อให้เรารู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนเหมาะสมที่จะเป็นลูกค้าที่แท้จริงของเรา แล้วเราต้องทำอย่างไรในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเอาไว้ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Customer Segmentation หรือการแบ่งแยกประเภทฐานลูกค้า เพื่อช่วยการ Approach งานขายได้อย่างเป็นระบบ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้หากมีโปรแกรมระบบ CRM ที่ดี ช่วยให้ทีมขายช่วยจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามงานขาย การตั้งเป้าหมายการขาย รวมไปถึงการรักษาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
วิธีการตั้งเป้ายอดขายเพื่อการทำงานที่เป็นระบบ

Sales Target คืออะไร? ตั้งยอดขายให้เป็นระบบเพิ่มประสิทธิภาพทีมขาย

ยอดขาย เป็นสิ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนและทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ การจะสร้างยอดขายให้กับองค์กรจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์การทำงานอย่างชัดเจน นั้นก็คือ Sales Target ที่อาศัยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้า บริการ ลูกค้า กำลังการผลิต ความสามารถของพนักงาน ร่วมกับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เพื่อให้ได้ Sales Target Plan ที่ลงตัวกับทุกฝ่ายมากที่สุด

บทความนี้ SellStory จะมาอธิบายถึงวิธีการตั้งเป้ายอดขายที่น่าสนใจ พร้อมเปรียบเทียบ Sales Target และ Sales Forecast ที่หลายคนมักสับสน รวมถึง ระบบ CRM & Sales Managementที่จะเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล ลดขั้นตอนการทำงาน ให้พนักงานมุ่งมั่นกับการสร้างยอดขายให้เป็นไปตามเป้าอย่างเต็มที่

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การกำหนดเป้าหมายยอดขาย เป็นสิ่งที่นักขายควรทำ เพราะช่วยให้เราเห็นเป้าหมาย และรู้วิธีการวางแผนการขายแต่ละขั้นตอน ทั้งนี้หากมีระบบจัดการงานขายที่ดี จะช่วยให้ทีมขายทำงานได้อย่างราบรื่น
ความพึงพอใจของลูกค้าสำคัญอย่างไร

Customer Satisfaction คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างมั่นคง สิ่งสำคัญที่ต้องตามหาและรักษาเอาไว้ให้ดี คือ ลูกค้า เพราะลูกค้าคือกุญแจสำคัญในการสร้างยอดขาย และเป็นปัจจัยในการพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า “การรักษาฐานลูกค้าเก่านั้น ยากยิ่งกว่าการหาลูกค้าใหม่” การให้ความสำคัญกับ Customer Satisfaction หรือ ความพึงพอใจของลูกค้า จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องพัฒนาเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด

SellStory เข้าใจถึงความสำคัญในการดูแล และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำวิธีการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า วิธีคำนวณอัตราความพึงพอใจ และเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกขั้นตอนสำเร็จไปได้ด้วยดี

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Customer Satisfaction หรือความพึงพอใจของลูกค้า เป็นเรื่องสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมต่อยอดสู่การหาลูกค้าใหม่ผ่านการรับฟังและวิเคราะห์ Feedback อย่างจริงจัง เพื่อนำมาปรับปรุง พัฒนา และยกระดับการบริการ เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ