E-commerce Marketing คืออะไร ความสำคัญในการเติบโตของธุรกิจออนไลน์

e-commerce marketing สำคัญอย่างไร
ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีความทวีความรุนแรงมากขึ้น ธุรกิจจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงช่องทางออฟไลน์ได้อีกต่อไป หลายองค์กรจึงหันมาปรับตัวสู่ธุรกิจออนไลน์มากขึ้น การวางกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ตั้งแต่การสร้างการมองเห็น การทำให้ลูกค้ารู้จักและประทับใจ ไปจนถึงการกลับมาซื้อซ้ำ ท่ามกลางจำนวนร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างยอดขายให้เติบโตจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

บทความนี้ SellStory พามาแนะนำแนวทางการทำ E-commerce Marketing เพื่อผลักดันยอดขายให้กับธุรกิจออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ให้ทุกการทำงานมีความสะดวกมากขึ้น

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่าการทำ E-commerce Marketing มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจออนไลน์ให้เติบโต โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการหาลูกค้าใหม่และการรักษาฐานลูกค้าเดิม เช่น การทำโปรโมชัน สร้างแคมเปญการขายออนไลน์ ทำระบบสะสมคะแนน เพื่อช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้า ทั้งนี้ต้องวางกลยุทธ์ให้ดี พร้อมกับทำระบบ CRM ช่วยจัดการงานขายและข้อมูลลูกค้าให้เป็นระบบ เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เลือกอ่านจากสารบัญ

E-commerce Marketing คืออะไร?

E-commerce Marketing คือกลยุทธ์การตลาดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ โดยมีความครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการมองเห็น การกระตุ้นการตัดสินใจ ไปจนถึงจุดที่เกิดคำสั่งซื้อ ซึ่งขั้นตอนในการกระตุ้นความสนใจ จำเป็นต้องใช้เทคนิคสื่อสารการตลาด รวมไปถึงโปรโมชันพิเศษ เพื่อดึงดูดความสนใจให้เกิดยอดขาย

หัวใจสำคัญของการทำการตลาดทุกรูปแบบ คือ การสร้าง Customer Experience (CX) หรือ การมอบประสบการณ์ที่ดีระหว่างขั้นตอนในการรับชมและสั่งซื้อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ (Customer Retention) ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ ในการเก็บข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน

E-commerce Marketing มีความสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างไร?

e-commerce marketing กับการทำธุรกิจ

1. ช่วยเพิ่มการมองเห็น (Visibility) ให้กับร้านค้าออนไลน์

การทำธุรกิจออนไลน์ ช่วยให้การซื้อ-ขาย และการมองเห็นของลูกค้าเกิดได้ง่ายขึ้น ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งวิธีการที่นิยมใช้ในการเพิ่มการมองเห็นให้กับร้านค้า คือ การยิงโฆษณาและการทำ SEO เมื่อมีการเลือกใช้คีย์เวิร์ดและกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง จะทำให้ร้านค้าของเราปรากฏอยู่ในการค้นหาของลูกค้า

2. สร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น

เครื่องมือทางการตลาดในปัจจุบัน ช่วยให้การทำ E-commerce Marketing ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ การวิเคราะห์ความสนใจ พฤติกรรมการสั่งซื้อ และระบบ Chatbot กลับลูกค้าที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้า เพื่อเพิ่มยอดขาย เพิ่มการสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเพิ่มยอดขาย

การใช้คอนเทนต์ทาง Social Media นำเสนอจุดเด่นของแบรนด์ รวมถึงการมีรีวิวเชิงบวกจากลูกค้าเก่า ช่วยให้ลูกค้าใหม่ ๆ ตัดสินใจซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้การใช้วิธี Retargeting (Google Ads) ไปยังลูกค้าที่เคยเข้ามาชมสินค้าของเรา ถือเป็นอีกวิธีในการกระตุ้นความต้องการซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นยอดขายในที่สุด

4. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ธุรกิจที่เข้าใจความต้องการลูกค้า และมีเครื่องมือที่ดีในการทำการตลาด จะช่วยสร้างจุดเด่นที่พิเศษ แม้สินค้าจะมีความคล้ายคลึงกันก็ตาม ซึ่งการเลือกใช้ระบบ CRM ในการจัดการข้อมูลของลูกค้า จะช่วยให้ทีมสามารถวิเคราะห์พฤติกรรม และความสนใจเชิงลึก สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าในระยะยาว

อ่านบทความเพิ่มเติม เกี่ยวกับ 12 ประโยชน์ของระบบ CRM ยกระดับการบริการลูกค้า ช่วยพัฒนาองค์กร

กลยุทธ์ E-commerce Marketing ที่ธุรกิจออนไลน์ควรรู้

1. การทำ Content Marketing สำหรับร้านค้าออนไลน์

สิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้สำหรับร้านค้าออนไลน์ คือ การทำคอนเทนต์ที่สามารถสื่อสารแบรนด์ และดึงดูดความสนใจของผู้ที่พบเห็น เช่น วิดีโออธิบายรายละเอียดสินค้า คอนเทนต์เปรียบเทียบสินค้า คอนเทนต์รีวิวจากผู้ใช้งานจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแบบออร์แกนิกโดนไม่ต้องยิงโฆษณา

2. การใช้ Social Media และ Marketplace อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน Social Media และ Marketing Platform ได้ถูกรวมมาอยู่ในช่องทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook, TikTok, Shopee และ Lazada การสร้างคอนเทนต์โปรโมตผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าในทุกช่องทาง สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราไม่พลาดโอกาสปิดการขาย คือ การรวมแชทจากทุกช่องทางไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการแชท

3. การทำโฆษณาออนไลน์ (Paid Ads) เพื่อเพิ่มยอดขาย

เปลี่ยนการทำโฆษณาออนไลน์แบบเดิม ๆ ที่เป็นการจ่ายเงินเพื่อสร้างการมองเห็น ให้กลายเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้ลูกค้าของเรามองเห็น ด้วยการ Optimize กลุ่มเป้าหมายและประเภทโฆษณาที่ใช้ รวมถึงการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้ทุกการจ่ายเงินเกิดความคุ้มค่าที่สุด

4. การทำ Email Marketing / Chat Marketing เพื่อปิดการขายและซื้อซ้ำ

Email Marketing หรือ Chat Marketing เป็นรูปแบบการทำการตลาดที่เรียบง่าย แต่ได้ผลดีมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความขอบคุณการสั่งซื้อ, อีเมลต้อนรับลูกค้าใหม่, แจ้งโปรโมชันกระตุ้นยอดขายสินค้า สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงแล้ว ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันได้อีกด้วย

อ่านบทความเพิ่มเติม: Email Marketing คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างเทคนิคช่วยเพิ่มยอดขาย

เครื่องมือที่ช่วยให้ E-commerce Marketing มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพื่อให้การทำ E-commerce Marketing เป็นไปอย่างราบรื่น ขอแนะนำ ระบบ CRM & Sales Management จาก SellStory ช่วยจัดการขั้นตอนการทำงานให้เป็นระเบียบ พร้อมฟีเจอร์ทันสมัย ที่ออกแบบมาตอบโจทย์การทำงานของทุกธุรกิจ

1. ระบบจัดการลูกค้า (CRM)

ระบบ CRM จะช่วยรวบรวมและจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมใช้ Chat Commerce ทำให้เห็นภาพรวมพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ามากขึ้น นอกจากจะสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว ยังนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ ปรับกลยุทธ์การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ระบบรวมแชท และ Live Chat / Chatbot

ปัญหาแอดมินตอบช้าแล้วลูกค้าหาย แก้ได้ด้วยการใช้ระบบรวมแชทจาก SellStory ที่มี AI ในการช่วยตอบแชททันที เพื่อลดขั้นตอนการทำงานของทีมหลังบ้าน เพราะระบบนี้สามารถรวมแชทจากทุกแพลตฟอร์มมาไว้ในที่เดียว แล้วทำการคัดกรองเบื้องต้นด้วยคำถามง่าย ๆ จากนั้นจึงทำการส่งต่อไปยังทีมงานที่เป็นคนจริง ๆ ในการคุยต่อ

3. ระบบจัดการออเดอร์ และติดตามลูกค้า

ระบบ CRM ของ SellStory สามารถจัดการสินค้าและคำสั่งซื้อ โดยมีฟีเจอร์การออกใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และติดตามสถานะการสั่งซื้อภายในแพลตฟอร์มเดียว จะช่วยลดปัญหาการตกหล่น และช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการจัดการ

4. การใช้ข้อมูลเพื่อวัดผลและปรับกลยุทธ์การตลาด

การรวบรวมข้อมูลและแสดงผลในรูปแบบ Sales Dashboard เพื่อให้คุณสามารถติดตามผลการทำงานได้อย่างเรียลไทม​์ ไม่ว่าจะเป็น การสรุปยอดขาย จำนวนการสั่งซื้อ การทำงานของเซลล์ รายการสินค้าขายดีในแต่ละช่วง โดยข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถนำไปปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ให้มีเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ธุรกิจแบบไหนควรเริ่มทำ E-commerce Marketing อย่างจริงจัง

ทำ e-commerce อย่างสะดวกด้วยระบบออกใบเสนอราคา
  • ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการเพิ่มยอดขาย: เลิกทำการตลาดแบบเดิม ๆ ด้วยการนำแนวคิด E-commerce Marketing มาปรับใช้ เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากกว่าเดิม
  • ธุรกิจที่มีหลายช่องทางขาย (Omnichannel): ลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน ด้วยการรวมข้อมูลสำคัญมาไว้ในช่องทางเดียว ทำให้พนักงานสามารถเอาเวลาไปโฟกัสกับส่วนงานอื่นได้มากขึ้น
  • ธุรกิจที่ต้องการรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มการซื้อซ้ำ: การใช้ Email Marketing ควบคู่กับการนำประวัติการซื้อมาใช้ เพื่อช่วยเรื่อง Customer Loyalty พร้อมนำเสนอสินค้าด้วยข้อความที่น่าประทับใจ
  • SME และธุรกิจที่ต้องการเติบโตในระยะยาว: ธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ แต่ยังไม่มีการวางระบบที่แน่นอน สามารถเลือกใช้ระบบ CRM จาก SellStory เป็นแนวทางในการทำงาน

E-commerce Marketing คือหัวใจของการเติบโตธุรกิจออนไลน์

การใช้ E-commerce Marketing เพื่อเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจ มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การมองหาลูกค้าใหม่ ไปพร้อม ๆ กับการรักษาลูกค้าเก่าให้ยังคงอยู่ นอกจากการวางกลยุทธ์อย่างรัดกุมเหมาะสมแล้ว ยังต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น อย่าง ระบบ CRM & Sales Management จาก SellStoryที่มีฟีเจอร์ช่วยทำงานอย่างครบครัน ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจประเภทไหน แพลตฟอร์มของเราพร้อมเป็นตัวช่วยสร้างความสำเร็จให้คุณ

ทดลองใช้ SellStory ได้ตอนนี้ฟรี! หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-371-7988 Line :@SellStory

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E-commerce Marketing

1. ระบบ CRM ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร?

ช่วยให้เรารู้พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เราสามารถนำเสนอสินค้า และโปรโมชันได้ถูกที่ถูกเวลา

2. หากมีช่องทางการขายหลายทาง ควรทำคอนเทนต์ที่แตกต่างกันหรือสามารถใช้คอนเทนต์แบบเดียวกันได้เลย?

ควรทำให้ต่างกัน เพราะกลุ่มคนที่ใช้งานแพลตฟอร์มแต่ละที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงต้องสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม

3. หากมีการใช้งาน Chatbot สามารถส่งรายละเอียดสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างไร?

ระบบแชทของ SellStory สามารถตั้งค่าให้ส่งข้อความที่ต้องการ โดยกำหนดคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องเอาไว้ เมื่อลูกค้าพิมพ์ข้อความที่มีคีย์เวิร์ดส่งมา ระบบจะทำการส่งรายละเอียดสินค้าให้อัตโนมัติ

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

รู้จัก okr vs kpi พร้อมแนวทางการใช้

OKR vs KPI เปรียบเทียบความแตกต่าง พร้อมแนวทางการใช้ในทีม Sales อย่างมืออาชีพ

ธุรกิจทุกวันนี้ขับเคลื่อนได้ด้วยการแข่งขัน การใช้เครื่องมือวัดผลที่แม่นยำจึงเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางขององค์กรและการวางรากฐานกระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องวัดผลอย่างไรให้องค์กรโต คำถามง่าย ๆ ที่คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่า KPI จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกบริษัทคุ้นเคย แต่ในยุคที่โลกหมุนไปไวขนาดนี้ OKR ได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

แล้วองค์กรของคุณเหมาะกับอะไรมากกว่ากัน บทความนี้จะพามาเปรียบเทียบชัด ๆ ถึงความแตกต่างและสถานการณ์ที่เหมาะสมในการเลือกใช้ระหว่าง OKR vs KPI เพื่อวางรากฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า KPI และ OKR เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมกันได้ดีเยี่ยม โดย KPI จะเน้นไปที่การรักษามาตรฐานและตัวเลขฐานรากที่ธุรกิจต้องมี ส่วน OKR จะเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมและเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อยกระดับองค์กรให้เหนือกว่าเดิม การนำทั้งสองระบบมาปรับใช้ร่วมกันอย่างสมดุลจะช่วยให้วัดผลได้จริงในทุกมิติ
constructive feedback คือ การให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์

Constructive Feedback คืออะไร? พร้อมเทคนิคให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาทีม

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการขายทางธุรกิจมีตัวเลขเป็นเดิมพัน การสื่อสารจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าทีมจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่หลายองค์กรกลับพลาดที่การให้ Feedback จนกลายเป็นแรงกดดันจนบั่นทอนกำลังใจ และส่งผลเสียต่อยอดขายในที่สุด

จะดีกว่าไหมถ้าเรา เปลี่ยน "คำวิจารณ์" ให้เป็น "โอกาสในการเติบโต" ด้วยการทำความเข้าใจศิลปะการให้ฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์ด้วย Constructive Feedback อาวุธลับของ Leader ยุคใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพทีมขาย ไปพร้อมกับผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดด

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Constructive Feedback คือการให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาแทนการตำหนิ หากทีมได้รับ Constructive Feedback ที่ถูกหลักการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พัฒนาตัวเองได้เร็วและปิดดีลได้คมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับระบบ CRM ที่ช่วยเก็บข้อมูลอย่างแม่นยำ จะยิ่งทำให้การให้ Feedback ทรงพลังและตรงจุดที่สุด
value proposition สื่อสารคุณค่าเพื่อสร้างจุดขายให้ธุรกิจ

Value Proposition คืออะไร? พร้อมตัวอย่างวิธีสร้างจุดขายให้กับธุรกิจของคุณ

สินค้าและบริการมีตัวเลือกมากมาย ลูกค้าเลยสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่เราต้องนำเสนอจึงไม่ใช่แค่ “เราขายอะไร” อีกต่อไป แต่คือ “ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา”แบรนด์ที่ยังไม่เข้าใจจึงมักแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชัน หรือฟีเจอร์ ที่อาจยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ขนาดนั้น เพราะยังไม่มี Value Proposition ที่แข็งแรงพอในการสื่อสาร “คุณค่าที่แท้จริง” ให้ลูกค้าเข้าใจ

SellStory จะพามาทำความเข้าใจว่า Value Propositionคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างและวิธีสร้างให้สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นและเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขาย

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Direct