7 คุณสมบัติพนักงานขายที่ดี! พร้อมวิธีชนะใจลูกค้าให้อยู่หมัด

7 คุณสมบัติพนักงานขายที่ดี! พร้อมวิธีชนะใจลูกค้าให้อยู่หมัด

7 คุณสมบัติพนักงานขายที่ดี
หัวใจสำคัญของการสร้างยอดขายให้ธุรกิจเติบโต ไม่ใช่การมีสินค้าหรือบริการสุดเจ๋งเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมีนักขายที่ดีด้วย และลักษณะของพนักงานขายที่ชนะใจลูกค้าได้นั้น ก็มีมากกว่าแค่สกิลการพูดที่เก่งหรือกล้าคุยกับลูกค้าเช่นกัน

วันนี้ SellStory จะพาคุณไปรู้จัก 7 คุณสมบัติพนักงานขายที่ดี ที่จะเปลี่ยนพนักงานขายของคุณให้เป็นยอดนักปิดการขายที่รู้วิธีชนะใจลูกค้าให้อยู่หมัด พร้อมแนวทางพัฒนาบุคลิกภาพและลิสต์คุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขายมาให้คุณเลี่ยงได้อย่างถูกจุด

เลือกอ่านจากสารบัญ

พนักงานขาย คือใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

พนักงานขาย คือ บุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างธุรกิจกับลูกค้า มีหน้าที่หลักในการแนะนำสินค้า บริการ และปิดการขายให้กับลูกค้า โดยอาจทำงานในรูปแบบหน้าร้าน (In-store) โทรศัพท์ (Telesales) หรือนอกสถานที่ (Sales Rep)

แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ หน้าที่ของพนักงานขายไม่ได้มีแค่ขายให้ได้ แต่ต้องเข้าใจลูกค้า สร้างความเชื่อมั่น และดูแลหลังการขายด้วย เรียกได้ว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเลยก็ว่าได้

ทำไมพนักงานขายถึงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ?

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงคุณสมบัติพนักงานขาย หลายคนอาจมองว่าพนักงานขาย คือคนที่ทำหน้าที่แค่ขายของ หรือปิดการขาย แต่จริง ๆ แล้วบทบาทของพวกเขานั้นซับซ้อนและสำคัญกว่าที่คิด เพราะพนักงานขาย คือ

  • ผู้สร้างรายได้: ทำหน้าที่สร้างรายได้หลักให้บริษัทเติบโต
  • หน้าตาของแบรนด์: ลูกค้าจะจำแบรนด์ของคุณจากท่าทาง คำพูด และการบริการของพนักงานขาย
  • นักสืบข้อมูล: เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้า จึงได้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการ เพื่อนำมาปรับปรุงธุรกิจ
  • กาวใจเชื่อมสัมพันธ์: สร้างความเชื่อใจและความภักดีของลูกค้าได้ในระยะยาว เปลี่ยนลูกค้าขาจรให้เป็นลูกค้าประจำ

7 คุณสมบัติพนักงานขายที่ต้องมี

มาดูกันว่าลักษณะการเป็นนักขายที่ดีมีอะไรบ้าง เพื่อให้ทีมขายของคุณเอาชนะใจลูกค้าได้อยู่หมัด!

1. รู้ลึก รู้จริง เรื่องสินค้า

พนักงานขายตัวจริงต้องรู้จักสิ่งที่ตัวเองขายอย่างทะลุปรุโปร่งว่า สินค้าหรือบริการของเราจะช่วยแก้ปัญหาหรือสร้างประโยชน์อะไรให้ลูกค้าได้บ้าง ตอบคำถามได้แบบไม่มีสะดุด และเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้แบบชัดเจนน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

2. สื่อสารและการเจรจาต่อรองได้ดีเยี่ยม

การสื่อสารไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ต้องฟังอย่างตั้งใจ จับประเด็นสำคัญ การอธิบายเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย ไปจนถึงใช้ภาษากายที่เหมาะสมได้ด้วย ถือเป็นลักษณะของพนักงานขายระดับโปร ที่จะชนะใจลูกค้าได้ผ่านบทสนทนาที่มีคุณภาพด้วยศิลปะในการเจรจาต่อรอง เพื่อหาจุดลงตัวกับทั้งเราและลูกค้า

3. เข้าใจหัวอกลูกค้า

ยอดนักขายที่แท้จริงควรเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้เน้นแค่เรื่องการขาย แต่ยังใช้ความสำคัญกับการช่วยลูกค้าแก้ปัญหาด้วย การแสดงความเห็นอกเห็นใจแบบนี้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแล ไม่ใช่แค่ถูกขายของ ซึ่งช่วยความเชื่อใจและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระยะยาวกับลูกค้า ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง

ระบบ customer relationship management

4. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

พนักงานขายมืออาชีพจะไม่กลัวปัญหา แถมยังมองปัญหาของลูกค้าเป็นโอกาสทองในการนำเสนอทางออกที่ใช่ได้อีกต่างหาก ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ เสนอแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์ และจัดการกับข้อโต้แย้งอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ จะช่วยสร้างความประทับใจและทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นมากขึ้น

5. ล้มเป็น ลุกไว ไม่ยอมแพ้

อย่างที่รู้กันว่า งานขายย่อมมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา คุณสมบัติพนักงานขายที่ดีต้องมีความอดทนสูง ไม่ท้อถอยง่าย ๆ เมื่อผิดหวังก็สามารถลุกขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดทุกครั้งเพื่อพัฒนาตัวเองให้แกร่งขึ้นไปอีกขั้น เพราะพลังใจและความมุ่งมั่นถือเป็นกุญแจสำคัญในการพิชิตเป้าหมายให้สำเร็จ

6. ซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ 

การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าเริ่มต้นจากการเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่พูดเกินจริง ไม่หลอกลวง และรักษาคำพูดเสมอ พนักงานขายที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จะเป็นที่จดจำในฐานะที่ปรึกษาที่ลูกค้าอยากกลับมาหาอีกเรื่อย ๆ เพราะความเชื่อใจคือรากฐานของความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน

7. อัปสกิลต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง

โลกธุรกิจและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พนักงานขายที่ดีจึงต้องไม่หยุดนิ่งในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการขายสุดล้ำ เทรนด์ตลาดล่าสุด หรือแม้แต่การใช้งานเครื่องมือใหม่ ๆ อย่างระบบ CRM การพัฒนาตนเองอยู่เสมอจะทำให้ไม่ตกยุคและเป็นที่ต้องการในตลาดเสมอ

คุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย

คุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย

เมื่อรู้คุณสมบัติดี ๆ ที่ควรมีแล้ว ก็ต้องคอยระวังคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย ที่อาจเป็นตัวถ่วงการปิดการขายและทำลายชื่อเสียงของธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ไม่รู้จักสินค้าหรือบริการดีพอ: นักขายที่ตอบคำถามไม่ได้ หรือแสดงออกถึงความลังเลในรายละเอียดสินค้าของตนเอง ทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจ และรู้สึกว่าบริษัทไม่มีความเป็นมืออาชีพ
  • ไม่ฟังเสียงลูกค้า: มุ่งแต่จะยัดเยียดขายของโดยไม่สนใจความต้องการจริงของลูกค้า ทำให้พลาดโอกาสในการเสนอทางออกที่ตรงจุด
  • ผัดวันประกันพรุ่ง: ไม่ตามงาน ไม่รักษาคำพูด เลื่อนนัดเรื่อย ๆ ทำให้ลูกค้าจะรู้สึกไม่สำคัญและจะหนีหายไปอย่างแน่นอน
  • ขายเกินจริง: แม้การเสนอข้อมูลเกินจริงของนักขายเพื่อจะปิดดีลให้ได้ อาจจะสำเร็จในครั้งแรก แต่ในครั้งต่อไปคงไม่มีใครเชื่อ เพราะลูกค้ารู้สึกถูกหลอกเมื่อพบว่าสินค้าหรือบริการไม่เป็นตามที่คุยไว้
  • ไม่ใส่ใจ: ไม่ตอบแชท ไม่จำชื่อ ไม่ถามความต้องการเพิ่มเติม ทำเหมือนลูกค้าเป็นอากาศธาตุ ลูกค้าจะรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร
  • ทัศนคติลบ: มองทุกอย่างในแง่ร้าย ไม่เชื่อในสินค้า ไม่เชื่อในทีมตัวเอง ส่งผลเสียต่อบรรยากาศการทำงานและความมั่นใจของลูกค้า
  • ไม่ละเอียดรอบคอบ: ทำงานผิดพลาดบ่อยครั้ง เช่น ออกใบเสนอราคาผิดพลาด หรือบันทึกข้อมูลลูกค้าผิดบ่อย ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ใส่ใจและไม่เป็นมืออาชีพ
  • ตื๊อจนลูกค้าอึดอัด:ติดต่อถี่เกินไป ไม่เว้นระยะให้ลูกค้าตัดสินใจ จนกลายเป็นการกดดันแทนการแสดงความใส่ใจ
  • ไม่มีวินัย มาสาย ไม่รับผิดชอบงาน:ขาดความสม่ำเสมอ ไม่ตรงต่อเวลา ทำให้ทีมขายเสียระบบ และลูกค้าไม่เชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของบริษัท
  • พูดจาไม่สุภาพ ใช้คำไม่เหมาะสม:ใช้คำพูดหรือโทนเสียงที่ไม่เป็นมิตร ทำให้บรรยากาศการขายตึงเครียด และลูกค้ารู้สึกไม่สบายใจ
แนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพและทักษะของพนักงานขาย

แล้วจะพัฒนาบุคลิกภาพของพนักงานขายอย่างไรดี?

บุคลิกภาพของพนักงานขายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแต่งตัวหรือท่าทาง แต่ยังรวมไปจนถึงวิธีคิด วิธีสื่อสาร และความสามารถในการใช้เครื่องมือเพื่อทำงานอย่างชาญฉลาดอีกด้วย โดยมีแนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพของพนักงานขาย ดังนี้

  1. พัฒนาบุคลิกภาพและวิธีคิด
  • ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน วัดผลได้จริงนักขายควรตั้งเป้าหมายส่วนตัวที่สอดคล้องกับเป้าหมายของทีม เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางอย่างมีวินัย
  • ซ้อมนำเสนอและฝึกตอบคำถามให้คล่องการซ้อมบทบาทสมมติหรือการนำเสนอสินค้ากับเพื่อนร่วมทีม ช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดข้อผิดพลาดหน้างานจริง
  • เปิดใจรับ Feedback และการโค้ชชิ่งจากหัวหน้าการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จะช่วยเร่งสปีดการพัฒนาทักษะ พร้อมแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งอย่างตรงจุด
  • พัฒนา EQ และความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)ฝึกฟังให้มากขึ้น เข้าใจอารมณ์และมุมมองของลูกค้า ช่วยให้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและนำไปสู่การปิดการขายได้ง่ายขึ้น
  • ดูแลบุคลิกภาพภายนอกให้ดูดีเสมอทั้งการแต่งกาย มารยาท และภาษากายที่เหมาะสม ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นมืออาชีพและสร้างความน่าเชื่อถือ

อ่านบทความที่น่าสนใจ :10 เทคนิคสร้างทีมขายที่ดีที่สุด กระตุ้นยอดขายให้ก้าวกระโดด!

  1. เสริมทักษะควบคู่ไปกับการใช้ระบบ CRM

เพื่อยกระดับศักยภาพพนักงานขายให้เหนือกว่าเดิม สามารถผสานทักษะสำคัญเข้ากับการนำระบบ CRM มาใช้งานได้ ดังนี้

พนักงานขายสื่อสารอย่างมืออาชีพด้วยระบบรวมแชทของ sellstory

ส่งเสริมการสื่อสารอย่างมืออาชีพ

ฝึกใช้คำพูดและการเขียนที่กระชับ ชัดเจน และสุภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พร้อมฝึกฟังและอ่านเชิงรุก (Active Listening) เพื่อจับใจความสำคัญและเข้าใจความต้องการได้ลึกซึ้งมากขึ้น ทั้งนี้สามารถใช้ระบบรวมแชทของ SellStory ช่วยเก็บประวัติการสนทนาและจัดระเบียบการสื่อสารจากทุกช่องทางแชทให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วิเคราะห์ลูกค้าด้วยระบบเก็บข้อมูลลูกค้า sellstory

วิเคราะห์และเข้าใจลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

เรียนรู้พฤติกรรมและประเภทของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสายเหตุผล สายอารมณ์ หรือสายเร่งด่วน เพื่อปรับวิธีการสื่อสารให้ตอบโจทย์ตรงจุด พร้อมใช้ระบบเก็บข้อมูลลูกค้าของ SellStory ช่วยบันทึก Insight สำคัญ เช่น พฤติกรรมการซื้อ ประวัติการติดต่อ และความต้องการเฉพาะรายบุคคล

บริหารงานขายอย่างเป็นระบบด้วย sellstory

บริหารเวลาอย่างมีวินัย และจัดการงานขายอย่างเป็นระบบ

ฝึกวางแผนงานล่วงหน้า และติดตามงานขายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่พลาดโอกาสสำคัญในการปิดดีล ด้วย ระบบจัดการงานขายของ SellStory จะช่วยจดจำ ติดตาม และแจ้งเตือน เพื่อให้การขายเป็นขั้นตอน มีความต่อเนื่อง และไม่หลงลืม

สร้างใบเสนอราคาแม่นยำด้วยระบบออกใบเสนอราคา sellstory

ยกระดับความน่าเชื่อถือด้วยความแม่นยำในการเสนอราคา

หลีกเลี่ยงความผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจทำลายความเชื่อมั่น เช่น ใบเสนอราคาที่พิมพ์ผิดหรือจัดส่งล่าช้า โดยใช้ระบบออกใบเสนอราคาของ SellStory ที่ช่วยให้กรอกข้อมูลได้รวดเร็ว มีรูปแบบที่ดูเป็นมืออาชีพ และลดข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด

เข้าใจข้อมูลสินค้าด้วยระบบจัดการสินค้าและบริการของ sellstory

เข้าใจสินค้าอย่างลึกซึ้ง และนำเสนอได้มั่นใจ

ไม่เพียงแต่รู้ข้อมูลพื้นฐานของสินค้าเท่านั้น แต่ต้องรู้ลึกพอที่จะอธิบายข้อดี จุดเด่น และเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้ สามารถใช้ระบบจัดการสินค้าและบริการของ SellStory เพื่อเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงานในการนำเสนอ

รายงานการขายและแดชบอร์ด sellstory เพื่อเป้าหมายที่โปร่งใส

สื่อสารเป้าหมายและผลงานได้อย่างโปร่งใส

เมื่อพนักงานเห็นภาพรวมผลงานของตัวเองและทีมได้อย่างชัดเจน จะช่วยให้กำหนดเป้าหมายในการทำงานได้ตรงจุด สามารถใช้ระบบรายงานการขายและแดชบอร์ดของ SellStory เพื่อแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และพัฒนาทีมงานได้อย่างต่อเนื่อง

ส่งเสริม Growth Mindset และวัฒนธรรมการเรียนรู้

Growth Mindset ด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวทางใหม่ ๆ และกล้าลองผิดลองถูก พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านระบบ CRM ที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้านความเร็ว ความแม่นยำ และความโปร่งใส

เปลี่ยนทีมขายให้กลายเป็นมือโปรที่ชนะใจลูกค้า ปิดดีลได้ทุกสถานการณ์!

การสร้างทีมขายที่แข็งแกร่ง ไม่ได้อาศัยแค่พูดเก่งหรือมีของ แต่ต้องมีคุณสมบัติการเป็นนักขายที่ดีและพร้อมพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องทักษะการสื่อสาร ความเข้าใจลูกค้า การบริหารจัดการที่มีระบบ ไปจนถึงการมี Growth Mindset ปรับตัวและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

หากคุณต้องการเครื่องมือที่ช่วยเร่งสปีดการเติบโตของทีมขายอย่างเป็นระบบ SellStory พร้อมอยู่เคียงข้างทุกก้าวสำคัญ ด้วยฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อนักขายตัวจริง ตั้งแต่ระบบรวมแชท ระบบออกใบเสนอราคา ไปจนถึงแดชบอร์ดรายงานผลที่แม่นยำ

สมัครใช้งาน SellStory ฟรี ได้แล้ววันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-371-7988 และทางไลน์ @sellstory

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

ความหมายของ customer life cycle

Customer Life Cycle คืออะไร? เข้าใจทุกขั้นตอนพร้อมกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำความเข้าใจลูกค้าตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ สอบถามข้อมูลสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Customer Life Cycleซึ่งมีความสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจ หากฝ่ายขายหรือเจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจ ก็จะช่วยสร้างโอกาสรักษาความสัมพันธ์และยอดขายได้ในระยะยาว

ในบทความนี้ SellStoryจะพาไปทำความเข้าใจว่า Customer Life Cycle คืออะไร พร้อมตัวอย่าง Customer Life Cycleและการบริหารจัดการกับวงจรของลูกค้าเพื่อสร้างโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashboard ได้สรุปดังนี้ Customer Life Cycle คือวงจรชีวิตลูกค้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ การทำความรู้จักแบรนด์ การพิจารณาและตัดสินใจ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์และสร้างความภักดี ซึ่งทั้งหมดนี้ หากฝ่ายขายบริหารจัดการได้ดี จะช่วยให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ เพื่อสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืน
customer pain point

Customer Pain Point คืออะไร? เข้าใจปัญหา ช่วยแก้ไขลูกค้าให้ตรงจุด

เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจเจอปัญหาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ หรือการลงโฆษณาและทำคอนเทนต์ แต่ยอดขายกลับไม่เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าทักมาเพื่อสอบถามแต่ไม่ตัดสินใจซื้อ หรือซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพสินค้า หรือบริการเสมอไป แต่เกิดจากที่ธุรกิจยังไม่เข้าใจ Customer Pain Pointของลูกค้า

หลายองค์กรเน้นสื่อสารด้วยฟีเจอร์ หรือข้อดีของสินค้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ปัญหาของลูกค้าคืออะไร” และปัญหานั้นกระทบต่อชีวิตหรือธุรกิจของเขาอย่างไร เมื่อการสื่อสารไม่เชื่อมโยงกับปัญหาของลูกค้า การตลาดจึงกลายเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาได้จริง

ในบทความนี้ SellStory จะพาคุณเข้าใจว่า Customer Pain Point คืออะไร มีกี่ประเภท และจะนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอย่างไรให้เกิดยอดขายและความสัมพันธ์ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเข้าใจ Customer Pain Point คือจุดเริ่มต้นของการขายที่ตรงจุด เพราะเป็นการเข้าใจปัญหาลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อมีระบบที่ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า ติดตามดีล และวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารได้แม่นยำและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ

การเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ นักขายควรรู้ตั้งแต่เริ่มคุยจนปิดการขายสำเร็จ

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของงานขายที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ “การเจรจาต่อรอง”เพราะเป็นขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่การเจรจาต่อรองให้ได้ผลนั้นก็จำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสาร และการเตรียมตัวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ในบทความนี้ SellStory จะชวนนักขายไปทำความเข้าใจกันว่าการเจรจาต่อรอคืออะไร มีปัจจัยที่จำเป็นอะไรบ้าง รวมถึงตัวอย่างสถานการณ์ที่เหมาะต่อการเจรจาต่อรองเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการปิดดีลได้สำเร็จ

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การเจรจาต่อรอง เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักขาย เพราะยิ่งมีทักษะในการสื่อสารต่อรองมากก็มีโอกาสสูงมากที่จะปิดการขายด้วยความพึงพอใจต่อทั้งเซลส์และลูกได้สำเร็จ โดยการเจรจาต่อรองที่ดีสามารถทำได้ด้วยการเตรียมความพร้อมและการฝึกด้วยวิธีนำไปใช้ในสถานการณ์จริง