7 วิธีหาลูกค้าใหม่ ใช้กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจเติบโต

กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่
หลายคนอาจตั้งคำถามในใจกันว่า เราจะหาลูกค้ายังไงให้ธุรกิจไปต่อได้ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน? เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเปิดใหม่หรือกิจการที่อยู่มาหลายปี การหาลูกค้าใหม่ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเติบโตทางธุรกิจเสมอ

แต่ในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงลิบ การหาลูกค้าใหม่ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่หาคนเยอะ ๆ แล้วหวังว่าจะมีคนสนใจ เพราะอาจเสียทั้งเงินและเวลาไปกับ Leads ที่ไม่ตรงกลุ่ม การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้ลูกค้าที่ใช่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่ต้องมีกลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ รวมถึงระบบที่ช่วยติดตาม วิเคราะห์ และวัดผลได้

วันนี้ SellStory จึงจะมาแชร์ 10 กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ ให้คุณไม่พลาดทุกโอกาสในการเติบโต

เลือกอ่านจากสารบัญ

1. ยิงโฆษณาออนไลน์แบบเจาะกลุ่ม

หากคุณกำลังสงสัยว่าจะ หาลูกค้ายังไงให้ได้ผลเร็วที่สุด โฆษณาออนไลน์คือคำตอบที่ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นบน Facebook, Google หรือ แพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญคือไม่ยิงแอดกว้าง ๆ เยอะ ๆ แต่ต้องยิงให้แม่นไปยังคนที่มีโอกาสซื้อจริง

วิธีการหาลูกค้าของ Sale มืออาชีพ คือ นำข้อมูลจากลูกค้าเดิม เช่น เพศ อายุ ความสนใจ หรือพฤติกรรมการซื้อในระบบ CRM มาวิเคราะห์เพื่อสร้าง Custom Audience หรือ Lookalike Audience ซึ่งจะช่วยให้คุณส่งโฆษณาไปหาคนที่คล้ายกับลูกค้าที่เคยซื้อได้มากที่สุด

ด้วยระบบเก็บข้อมูลลูกค้า ของ SellStory ที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ ความสนใจ หรือพฤติกรรมการซื้อ จะช่วยให้คุณสร้างกลุ่มเป้าหมายโฆษณาได้อย่างตรงจุด และระบบรายงานการขายและแดชบอร์ดที่ช่วยให้วิเคราะห์ Insight ลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง เพิ่มโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดึงดูดลูกค้าด้วยคอนเทนต์คุณภาพ

2. ทำคอนเทนต์ SEO ให้ลูกค้าใหม่หาเจอ

กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่ระยะยาวแบบไม่ต้องใช้เงินโฆษณาแต่ได้ผลยาวนาน ก็คือการทำ SEO ด้วยคอนเทนต์หรือหน้าเว็บไซต์ที่มีคุณค่าและตรงกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายค้นหานั่นเอง เช่น ใช้คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายค้นหา เช่น “วิธีหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย” หรือ “ยกตัวอย่างกลยุทธ์การขาย” พร้อมแทรก CTA หรือฟอร์มติดต่อที่ชัดเจน จะช่วยเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็น Leads ที่มีคุณภาพ

โดยระบบ SellStory CRM & Sales Management สามารถติด Hastag ให้กับ Leads จากช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ พร้อมแสดงผลให้วิเคราะห์ใน Dashboard ได้อย่างละเอียด เพื่อให้คุณเข้าใจลูกค้าได้ตั้งแต่เริ่มต้น และปรับปรุงวิธีการหาลูกค้าของ Sale ให้มีประสิทธิภาพ

3. ทำ Cold Call หรือ Cold Email

หนึ่งในวิธีการหาลูกค้าของ Sale ที่คลาสสิกที่สุด คือ การโทรหรือส่งอีเมลหาลูกค้าใหม่ที่ยังไม่รู้จัก แต่ยังใช้ได้ผลดีหากมีระบบช่วย โดยเฉพาะในธุรกิจ B2Bระบบ CRM ช่วยให้คุณบันทึกสถานะลูกค้าแต่ละราย พร้อมวาง Pipeline การขายให้ติดตามต่ออย่างง่ายดาย ซึ่งดีกว่าการจดโน้ตหรือเก็บไว้ในไฟล์ Excel แบบเดิม ๆ

การออกบูธหรือร่วมงาน event หาลูกค้าใหม่

4. ร่วมงานอีเวนต์ ออกบูธ

การออกบูธหรือร่วมงาน Event ไม่ใช่แค่ช่องทางการขายสินค้า แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการหาลูกค้าใหม่ แม้ในวันที่คุณอาจยังไม่มีสินค้าพร้อมเต็มรูปแบบก็ตาม เพราะสิ่งที่ได้จากการออกบูธ ไม่ใช่แค่ยอดขายในงาน แต่คือการสร้าง Brand Awareness อย่างรวดเร็ว ได้พูดคุยกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมเก็บฐานข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย แถมยังได้ประเมินภาพลักษณ์แบรนด์เทียบกับคู่แข่งอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจออกบูธในงานใด ๆ ควรพิจารณาว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณจะไปเดินในงานนั้นหรือไม่ด้วย รวมถึงวางแผนช่วงเวลา วันเข้าร่วม และการจัดคนประจำบูธให้เหมาะสม จะช่วยลดงบประมาณและเพิ่ม ROI ได้อย่างมากการมีระบบเก็บข้อมูลลูกค้า จะช่วยให้คุณบันทึกข้อมูลลูกค้าใหม่จากงานอีเวนต์ได้ทันที และเมื่อใช้ร่วมกับระบบจัดการงานขาย ก็จะช่วยให้ทีมสามารถติดตามและดูแล Leads เหล่านั้นได้อย่างเป็นระบบ เปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างราบรื่น

5. สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

การหาลูกค้าใหม่ไม่จำเป็นต้องทำเพียงลำพังเสมอไป ถ้าคุณรู้จักการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partnership) ที่เหมาะสมอย่างแบรนด์อื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกันแต่ไม่แข่งขันกันโดยตรง เช่น ร้านฟิตเนสจับมือกับแบรนด์อาหารคลีน ที่ทั้งคู่สามารถแชร์ฐานลูกค้า และสร้างแคมเปญร่วมกันได้ เช่น ส่วนลด แจกของฟรี ไปจนถึงโปรโมชัน Cross-sell หากสร้างพันธมิตรที่ดี ก็สามารถหาได้ลูกค้าใหม่ได้โดยไม่ต้องวิ่งหาเองทั้งหมด ขยายฐานลูกค้าได้แบบก้าวกระโดด

เมื่อคุณร่วมมือกับพันธมิตร เช่น จัดโปรร่วมกัน หรือแลกเปลี่ยนฐานลูกค้า สิ่งที่ตามมาคือ Leads จำนวนมากถ้าไม่มีระบบที่ดี การติดตามและดูแล Leads เหล่านี้อาจตกหล่น หรือซ้ำซ้อนได้ แต่ระบบ SellStory ช่วยให้คุณจัดการ Leads จากพาร์ตเนอร์ได้ครบทุกมุม ตั้งแต่บันทึก Leads พร้อมระบุพาร์ตเนอร์ วัดผลแคมเปญว่าพันธมิตรรายใดสร้าง Leads มากที่สุด และมูลค่าดีลที่ได้จากแต่ละพาร์ตเนอร์เป็นเท่าไหร่บ้าง

แคมเปญแนะนำลูกค้าใหม่

6. ใช้พลังลูกค้าเก่าดึงลูกค้าใหม่

หนึ่งในกลยุทธ์หาลูกค้าใหม่ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่โฆษณาแพง ๆ หรือโปรโมชันหวือหวา แต่คือ คำพูดของลูกค้าปัจจุบันของคุณเอง เพราะการตลาดแบบบอกต่อ (Word of Mouth Marketing) เกิดจากการที่ลูกค้ารู้สึกประทับใจจนอยากแชร์หรือแนะนำต่อให้คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือจากคำพูดของลูกค้าจริงดึงดูดใจได้มากกว่าแบนเนอร์โฆษณาเสียอีก

เพียงให้บริการเกินคาดแบบที่ลูกค้ารู้สึกประทับใจจนอยากเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เช่น ส่งของเร็วพิเศษ มีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ แนบไป มีการติดตามหลังการขายอย่างการโทรไปถามความพึงพอใจ หรือส่งข้อความขอบคุณ ก็สร้างความรู้สึกดีได้ พร้อมให้รางวัลทั้งคนแนะนำและคนที่ถูกแนะนำ เช่น ส่วนลด ของขวัญ เป็นต้น

7. วิเคราะห์ลูกค้าเดิม เพื่อวางแผนหาใหม่อย่างแม่นยำ

การหาลูกค้าใหม่อย่างแม่นยำ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพียงแค่นำข้อมูลของลูกค้าเดิมมาวิเคราะห์อย่างถูกวิธี ก็เห็นแนวโน้มและพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มใหม่ได้อย่างตรงเป้า เพราะลูกค้าเดิมคือตัวบอกทิศทางของตลาดได้ดีที่สุด ลองสอบถามหรือเก็บ Feedback จากลูกค้าที่เคยซื้อ เช่น ปัญหาที่พบ ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง หรือความคาดหวังจากสินค้า/บริการในอนาคต สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาสินค้าใหม่หรือวิธีการขายแบบใหม่ให้ตรงจุดยิ่งขึ้น

หรือในกรณีลูกค้าเดิมที่เคยสนใจแต่ยังไม่ซื้อ หรือเคยซื้อไปแล้ว ก็สามารถใช้กลยุทธ์ Retargeting เพื่อให้เขากลับมาอีกครั้งได้ ยกตัวอย่าง เช่น ลูกค้าเคยเข้าดูสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ ก็เสนอโปรพิเศษเพื่อลูกค้ารายนั้นโดยเฉพาะ หรือลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าไปแล้ว อาจลองเสนอสินค้าต่อยอดหรือบริการเสริมเพิ่มเติมได้เช่นกัน

อ่านบทความที่น่าสนใจ :ทำไม ‘ข้อมูลลูกค้า’ ถึงเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจในยุคดิจิทัล?

ระบบ crm ช่วยบริหารลูกค้า

ดูแลลูกค้าใหม่ให้เหนือกว่าด้วยระบบ CRM ของ Sellstory

การหาลูกค้าใหม่ในยุคนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มยอดขายในวันนี้ แต่คือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ ดังนั้น การหาลูกค้าใหม่จึงไม่ได้อาศัยแค่ความขยันหรือการยิงโฆษณาแบบหว่านอีกต่อไป

แต่ต้องใช้ข้อมูลและกลยุทธ์การขายไปพร้อม ๆ กับการมีเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์และติดตามผลได้จริง

ระบบ CRM & Sales Management ของ SellStory มีฟีเจอร์มากมายที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ
ไม่ว่าคุณจะได้ Leads มาจากช่องทางใด ก็สามารถบันทึกข้อมูล Leads พร้อมติด Hastag และมอบหมายให้ทีมขายติดตามต่อได้ทันที นอกจากนี้ยังมีระบบรวมแชทให้ทุกข้อความจากลูกค้าใหม่ถูกเก็บในระบบ พร้อมสร้างใบเสนอราคาในระบบได้ทันที ทั้งยังติดตามดีลและวิเคราะห์ผลการขายแบบ Dashboard ได้อีกด้วย

สมัครใช้งานฟรี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-371-7988 และทางไลน์ @sellstory

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

รู้จัก okr vs kpi พร้อมแนวทางการใช้

OKR vs KPI เปรียบเทียบความแตกต่าง พร้อมแนวทางการใช้ในทีม Sales อย่างมืออาชีพ

ธุรกิจทุกวันนี้ขับเคลื่อนได้ด้วยการแข่งขัน การใช้เครื่องมือวัดผลที่แม่นยำจึงเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางขององค์กรและการวางรากฐานกระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องวัดผลอย่างไรให้องค์กรโต คำถามง่าย ๆ ที่คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่า KPI จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกบริษัทคุ้นเคย แต่ในยุคที่โลกหมุนไปไวขนาดนี้ OKR ได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

แล้วองค์กรของคุณเหมาะกับอะไรมากกว่ากัน บทความนี้จะพามาเปรียบเทียบชัด ๆ ถึงความแตกต่างและสถานการณ์ที่เหมาะสมในการเลือกใช้ระหว่าง OKR vs KPI เพื่อวางรากฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า KPI และ OKR เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมกันได้ดีเยี่ยม โดย KPI จะเน้นไปที่การรักษามาตรฐานและตัวเลขฐานรากที่ธุรกิจต้องมี ส่วน OKR จะเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมและเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อยกระดับองค์กรให้เหนือกว่าเดิม การนำทั้งสองระบบมาปรับใช้ร่วมกันอย่างสมดุลจะช่วยให้วัดผลได้จริงในทุกมิติ
constructive feedback คือ การให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์

Constructive Feedback คืออะไร? พร้อมเทคนิคให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาทีม

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการขายทางธุรกิจมีตัวเลขเป็นเดิมพัน การสื่อสารจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าทีมจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่หลายองค์กรกลับพลาดที่การให้ Feedback จนกลายเป็นแรงกดดันจนบั่นทอนกำลังใจ และส่งผลเสียต่อยอดขายในที่สุด

จะดีกว่าไหมถ้าเรา เปลี่ยน "คำวิจารณ์" ให้เป็น "โอกาสในการเติบโต" ด้วยการทำความเข้าใจศิลปะการให้ฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์ด้วย Constructive Feedback อาวุธลับของ Leader ยุคใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพทีมขาย ไปพร้อมกับผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดด

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Constructive Feedback คือการให้ฟีดแบ็กเพื่อพัฒนาแทนการตำหนิ หากทีมได้รับ Constructive Feedback ที่ถูกหลักการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พัฒนาตัวเองได้เร็วและปิดดีลได้คมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับระบบ CRM ที่ช่วยเก็บข้อมูลอย่างแม่นยำ จะยิ่งทำให้การให้ Feedback ทรงพลังและตรงจุดที่สุด
value proposition สื่อสารคุณค่าเพื่อสร้างจุดขายให้ธุรกิจ

Value Proposition คืออะไร? พร้อมตัวอย่างวิธีสร้างจุดขายให้กับธุรกิจของคุณ

สินค้าและบริการมีตัวเลือกมากมาย ลูกค้าเลยสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่เราต้องนำเสนอจึงไม่ใช่แค่ “เราขายอะไร” อีกต่อไป แต่คือ “ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา”แบรนด์ที่ยังไม่เข้าใจจึงมักแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชัน หรือฟีเจอร์ ที่อาจยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ขนาดนั้น เพราะยังไม่มี Value Proposition ที่แข็งแรงพอในการสื่อสาร “คุณค่าที่แท้จริง” ให้ลูกค้าเข้าใจ

SellStory จะพามาทำความเข้าใจว่า Value Propositionคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างและวิธีสร้างให้สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นและเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขาย

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Direct