E-Commerce คืออะไร? วิเคราะห์ธุรกิจออนไลน์ในยุคแข่งขันสูงปี 2026

E-Commerce คืออะไร? วิเคราะห์ธุรกิจออนไลน์ในยุคแข่งขันสูงปี 2026

วิเคราะห์ธุรกิจ e-commerce
การแข่งขันของธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นการแข่งขันกันที่ความรวดเร็ว ในปี 2026 นี้ การขายสินค้าหน้าร้านได้รับความนิยมลดลงอย่างเห็นได้ชัด นับจากช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่มักอยู่บ้าน แล้วทำการสั่งของออนไลน์แทน ธุรกิจ E-Commerce หรือร้านค้าออนไลน์จึงได้รับความนิยมพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง การมีตัวช่วยบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ มากพอกับการมีกลยุทธ์และการปรับตัวที่ดี

บทความนี้ SellStoryจะพาคุณไปทำความเข้าใจกับธุรกิจออนไลน์ E-commerce แบบเจาะลึก พร้อมวิเคราะห์เทรนด์การตลาดปี 2026 ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจของคุณให้ยั่งยืน พร้อมตัวช่วยสำคัญอย่างระบบ CRM & Sales Management ของเรา

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า E-Commerce ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การตั้งร้านขายออนไลน์ แต่คือการวางระบบธุรกิจและกลยุทธ์อย่างครบรอบด้าน ตั้งแต่การวางแผนทำโฆษณาการตลาด UX/UI ให้ตอบโจทย์ และช่วย User friendly พร้อมกับการดูแลลูกค้า ไปจนถึงหลังการขายที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณ

เลือกอ่านจากสารบัญ

E-Commerce คืออะไร?

ทำความรู้จัก e-commerce

ธุรกิจ E-Commerce ย่อมาจาก Electronic Commerce หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นคำอธิบายของธุรกิจที่มีการซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือ Marketplace อย่าง Shopee, Lazada โดยมีความครอบคลุมทุกกระบวนการขาย ตั้งแต่การเข้าชมสินค้า การชำระเงิน จนถึงการส่งมอบสินค้า

อ่านบทความเพิ่มเติม: รวมกระบวนการขายที่นักขายควรรู้ เพิ่มประสิทธิภาพและปิดการขายแม่นยำ

ความแตกต่างหลักของการทำอีคอมเมิร์ซกับธุรกิจแบบดั้งเดิม คือ สถานที่และเวลา เพราะการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องคำนึงถึงสถานที่ตั้งหน้าร้าน และเวลาเปิด-ปิดร้าน แต่ธุรกิจ E-Commerce ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดนี้ให้หมดไป ปัจจุบันไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องลงทุนจ่ายค่าเช่าร้าน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านก็สั่งซื้อได้ จึงได้รับความนิยมอย่างมากแม้จะเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

ข้อดีของการทำ E-Commerce

ตลาดค้าปลีก (Retail) E-commerce โตขึ้นต่อเนื่อง

จากการสำรวจตลาดในฝั่งเอเชีย พบว่าประเทศที่มีอัตราการซื้อของออนไลน์รายสัปดาห์บ่อยครั้งที่สุด ได้แก่ ไนจีเรีย (71.3%) ประเทศไทย (68.6%) และ ตุรกี (62.5%) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (56.5) นอกจากนี้ ความชอบด้านการซื้อออนไลน์ของมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้การทำธุรกิจ E-commerce ได้รับความนิยมในประเทศไทย

เข้าถึงตลาดได้ทั่วโลก

E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์ ได้ทำลายข้อจำกัดของการขายสินค้าแบบเดิม ที่ต้องมีหน้าร้าน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วทุกมุมโลก ขอเพียงเปิดร้านค้าผ่านเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มที่มีบริการขนส่งครอบคลุม นอกจากส่งผลดีต่อผู้ประกอบการแล้ว ฝั่งลูกค้าเองก็มีทางเลือกในการเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้มากขึ้น

ค่าดำเนินการน้อยกว่าเปิดร้านค้าปลีก

การเปิดร้านค้าออนไลน์ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน ค่าตกแต่ง และค่าบำรุงรักษา โดยเฉพาะการเปิดร้านหลายสาขา ที่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำสาขา ซึ่งงบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปลงทุนกับการพัฒนาสินค้า และเครื่องมืออื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้บริโภคเข้าถึงได้โดยตรง

ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง พนักงานสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาวิเคราะห์กลยุทธ์ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างเหมาะสม

แนะนำบทความ Chat Commerce คืออะไร? รู้จักการขายผ่านแชทที่ช่วยเพิ่มยอดขายในยุคออนไลน์

ประเภทธุรกิจ E-Commerce ที่พบได้ในปัจจุบัน

แนะนำประเภทธุรกิจ E-Commerce ที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ทั้งหมด 4 ประเภท

  • B2C (Business to Consumer): การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านเสื้อผ้าขายปลีก ร้านอาหาร เป็นต้น
  • B2B (Business to Business): การขายสินค้าระหว่างธุรกิจด้วยกันเอง เช่น โรงงานจำหน่ายวัตถุดิบให้ร้านอาหาร หรือโรงงานขายสินค้าให้แก่ห้างสรรพสินค้า การทำ E-Commerce ประเภทนี้จะมีมูลค่าต่อบิลสูง จำเป็นต้องใช้ระบบ CRM ช่วยจัดการข้อมูล และรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว เพื่อรักษาผลประโยชน์เอาไว้
  • C2C (Consumer to Consumer): การซื้อขายสินค้าระหว่างบุคคล เช่น การขายของมือสอง ฟรีแลนซ์ และการขายงานฝีมือ เป็นต้น
  • Social Commerce และ Marketplace: การขายสินค้าผ่าน Social Media และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีทั้งฟีเจอร์การขาย การทำคอนเทนต์ และช่องทางการชำระเงินอย่างครบถ้วน

5 เทรนด์ E-Commerce ในปี 2026 ที่ธุรกิจต้องจับตา

อัปเดตเทรนด์อีคอมเมิร์ซปีนี้

ต้องบอกว่า ธุรกิจ E-Commerce ยังมีแนวโน้มในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเภทธุรกิจหลักของยุคสมัยนี้ที่ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย ซึ่งนอกจากการแข่งขันการทางด้านราคาแล้ว ปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี รวมไปถึงประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งในปี 2026 นี้ เทรนด์ของธุรกิจออนไลน์ มีอะไรบ้าง? หัวข้อนี้มีคำตอบ

1. AI และ Automation ในกระบวนการขาย

ระบบ Automation ในการจัดการออเดอร์ ตั้งแต่การรับออเดอร์ จัดเก็บข้อมูล และส่งแจ้งเตือนให้ทราบก่อนจัดส่ง นอกจากนี้ยังมี AI ที่มีบทบาทสำคัญในหน้าที่ของ Customer Service อย่างการเป็น Chatbot ตอบคำถามลูกค้าผ่านทางช่องแชท ช่วยลดจำนวนพนักงานตอบแชท เพิ่มความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงาน

อ่าบทความเพิ่มเติม: AI Sales Automation ระบบขายอัตโนมัติ ช่วยธุรกิจเติบโตได้อย่างไร?

2. Personalization และ Customer Experience

ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ด้วยการทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแต่ละกลุ่ม จากประวัติการใช้บริการ และข้อมูลที่จัดเก็บผ่านระบบ CRM เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีอย่าง “ถูกที่ ถูกเวลา และถูกใจ” เพิ่มโอกาสปิดยอดขาย

3. Omnichannel Commerce

หัวใจของการทำ E-Commerce ให้ราบรื่นและประสบความสำเร็จ คือ การมีตัวเลือกให้ลูกค้า สังเกตได้ว่าร้านค้าออนไลน์ส่วนมาก นิยมเปิดร้านกระจายตัวไปในทุก ๆ แพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการมองเห็น และความสะดวกในการสั่งซื้อของลูกค้า จากนั้นธุรกิจจึงเลือกเครื่องมือ CRM มาใช้รวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางมาไว้ด้วยกัน เพื่อการจัดการอย่างเป็นระบบ

4. Live Commerce และ Chat Commerce

การไลฟ์ขายสินค้าและการปิดการขายผ่านแชทยังคงเป็นช่องทางที่สำคัญ ร่วมกับการจัดการหลังบ้านอย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อและสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันปัญหายกเลิกคำสั่งซื้อเมื่อสินค้าหมด

แนะนำ Live Chat คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อร้านค้าออนไลน์และธุรกิจยุคนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำอีคอมเมิร์ซของคุณ

5. Data-driven Marketing และ CRM

ทำธุรกิจ E-Commerce จากกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำ ด้วยการให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นหลัก ผ่านการจัดเก็บในระบบ CRM เพื่อกำหนดทิศทางของกลยุทธ์อย่างตรงไปตรงมา

กลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจ E-Commerce ให้แข่งขันได้ในระยะยาว

  • ใช้ข้อมูลลูกค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด: นำข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่มาใช้วิเคราะห์ เพื่อเตรียมแผนรับมือกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพราะกลยุทธ์เดียวไม่สามารถปิดการขายกับลูกค้าทุกกลุ่มได้
  • บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเพื่อสร้างการซื้อซ้ำ: การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่า เพราะฉะนั้นการมีบริการหลังการขายที่ดี ร่วมกับแนวทางอื่น ๆ เช่น การอวยพรวันเกิด การแจ้งเตือนสินค้าลดราคา หรือโปรโมชันพิเศษ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำได้ในอนาคต
  • จัดการงานขายและทีมให้เป็นระบบ: ธุรกิจที่เติบโตมักมาพร้อมกับจำนวนพนักงาน และลูกค้าที่เยอะขึ้น ส่งผลให้การจัดการและการสื่อสารมีโอกาสผิดพลาดได้ การมี Sales Pipeline ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
  • ใช้เครื่องมือช่วยบริหาร: ระบบ CRM และ Sales Management จาก SellStoryช่วยรวบรวมข้อมูลร้านค้าทุกช่องทาง, Chatbot ช่วยตอบคำถาม และฟีเจอร์อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจ E-Commerce

สรุป E-Commerce ไม่ใช่แค่การขายออนไลน์ แต่คือระบบธุรกิจที่ต้องวางแผน

ในปี 2026 นี้ การทำอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ด้วยการลงขายสินค้าแล้วรอให้ลูกค้ามาซื้อเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้อีกต่อไป แต่ต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ และการดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนขายไปจนถึงเกิดคำสั่งซื้อ ด้วยเครื่องมือ CRM ที่เหมาะสมจาก SellStory เมื่อมีการวางระบบหลังบ้านที่ดี มีการดูแลลูกค้าจนเกิดความพึงพอใจ ก็จะช่วยสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทดลองใช้ SellStory ฟรี! หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-371-7988 Line :@SellStory

อ้างอิงเนื้อหาจาก : https://www.mckinsey.com/featured-insights/mckinsey-explainers/what-is-e-commerce

https://sell.amazon.com/learn/what-is-ecommerce

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E-Commerce หรือ ธุรกิจออนไลน์

1. PDPA มีผลกระทบต่อการเก็บข้อมูลลูกค้าใน E-commerce อย่างไร?

โดยปกติก่อนเก็บข้อมูลจะมีการสอบถามความยินยอมเบื้องต้น จากนั้นลูกค้าจึงแจ้งรายละเอียดที่จำเป็นเข้ามายังระบบได้ ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าบางกลุ่มไม่ต้องการให้ข้อมูล ถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างน้อย

2. ทำไมการกลับมาซื้อซ้ำจึงมีความสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์?

เพราะต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากการหาลูกค้าใหม่จำเป็นต้องทำการตลาดมากมาย เช่น การทำโฆษณา การสร้างคอนเทนต์ การโปรโมตสินค้า โดยไม่การันตีว่าจะปิดการขายได้หรือไม่ แต่สำหรับลูกค้าเก่าหากทำให้เกิดความพึงพอใจในสินค้าและบริการได้ ขอเพียงแค่มีการแจ้งรายละเอียดสินค้า หรือโปรโมชันพิเศษเพียงเล็กน้อย ก็จะมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำอีกครั้งได้มากกว่า

3. การทำ Personalization เริ่มต้นอย่างไรถ้าข้อมูลยังมีไม่มาก?

เริ่มต้นด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการเรียกหรือสะกดชื่อลูกค้าให้ถูกต้อง เลือกใช้ภาษาที่เป็นมิตรแต่ยังให้เกียรติ พูดคุยด้วยอัธยาศัยที่ดี

บทความที่น่าสนใจจาก SellStory CRM

อ่านบทความ อัปเดตเทรนด์และเกร็ดความรู้ดี ๆ สำหรับงานขาย

การแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำความเข้าใจพฤติกรรม

Customer Segmentation คืออะไร? แบ่งกลุ่มลูกค้าบริหารความสัมพันธ์

ในโลกของการทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นออกมา ล้วนทำมาเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคทั้งหมด แน่นอนว่าการทำธุรกิจด้วยการมุ่งเป้าให้ทุกคนกลายเป็นลูกค้าของเรา เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูง แม้ทุกคนจะมีความต้องการที่เหมือนกัน แต่รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่เลือกก็ยังคงแตกต่างกันอยู่เสมอ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความซับซ้อนทางความคิดและพฤติกรรม

การทำ Customer Segmentation เพื่อทำความเข้าใจและแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ เพื่อให้เรารู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนเหมาะสมที่จะเป็นลูกค้าที่แท้จริงของเรา แล้วเราต้องทำอย่างไรในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเอาไว้ในระยะยาว

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Customer Segmentation หรือการแบ่งแยกประเภทฐานลูกค้า เพื่อช่วยการ Approach งานขายได้อย่างเป็นระบบ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้หากมีโปรแกรมระบบ CRM ที่ดี ช่วยให้ทีมขายช่วยจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามงานขาย การตั้งเป้าหมายการขาย รวมไปถึงการรักษาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
วิธีการตั้งเป้ายอดขายเพื่อการทำงานที่เป็นระบบ

Sales Target คืออะไร? ตั้งยอดขายให้เป็นระบบเพิ่มประสิทธิภาพทีมขาย

ยอดขาย เป็นสิ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนและทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ การจะสร้างยอดขายให้กับองค์กรจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์การทำงานอย่างชัดเจน นั้นก็คือ Sales Target ที่อาศัยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้า บริการ ลูกค้า กำลังการผลิต ความสามารถของพนักงาน ร่วมกับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เพื่อให้ได้ Sales Target Plan ที่ลงตัวกับทุกฝ่ายมากที่สุด

บทความนี้ SellStory จะมาอธิบายถึงวิธีการตั้งเป้ายอดขายที่น่าสนใจ พร้อมเปรียบเทียบ Sales Target และ Sales Forecast ที่หลายคนมักสับสน รวมถึง ระบบ CRM & Sales Managementที่จะเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล ลดขั้นตอนการทำงาน ให้พนักงานมุ่งมั่นกับการสร้างยอดขายให้เป็นไปตามเป้าอย่างเต็มที่

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปดังนี้ การกำหนดเป้าหมายยอดขาย เป็นสิ่งที่นักขายควรทำ เพราะช่วยให้เราเห็นเป้าหมาย และรู้วิธีการวางแผนการขายแต่ละขั้นตอน ทั้งนี้หากมีระบบจัดการงานขายที่ดี จะช่วยให้ทีมขายทำงานได้อย่างราบรื่น
ความพึงพอใจของลูกค้าสำคัญอย่างไร

Customer Satisfaction คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างมั่นคง สิ่งสำคัญที่ต้องตามหาและรักษาเอาไว้ให้ดี คือ ลูกค้า เพราะลูกค้าคือกุญแจสำคัญในการสร้างยอดขาย และเป็นปัจจัยในการพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า “การรักษาฐานลูกค้าเก่านั้น ยากยิ่งกว่าการหาลูกค้าใหม่” การให้ความสำคัญกับ Customer Satisfaction หรือ ความพึงพอใจของลูกค้า จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องพัฒนาเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด

SellStory เข้าใจถึงความสำคัญในการดูแล และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำวิธีการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า วิธีคำนวณอัตราความพึงพอใจ และเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกขั้นตอนสำเร็จไปได้ด้วยดี

Key takeaway: SellStory ระบบ CRM & Sales Management เครื่องมือสำหรับงานขายที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการขาย ใบเสนอราคา Sales Dashborad ได้สรุปว่า Customer Satisfaction หรือความพึงพอใจของลูกค้า เป็นเรื่องสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมต่อยอดสู่การหาลูกค้าใหม่ผ่านการรับฟังและวิเคราะห์ Feedback อย่างจริงจัง เพื่อนำมาปรับปรุง พัฒนา และยกระดับการบริการ เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ