E-Commerce คืออะไร?

ธุรกิจ E-Commerce ย่อมาจาก Electronic Commerce หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นคำอธิบายของธุรกิจที่มีการซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือ Marketplace อย่าง Shopee, Lazada โดยมีความครอบคลุมทุกกระบวนการขาย ตั้งแต่การเข้าชมสินค้า การชำระเงิน จนถึงการส่งมอบสินค้า
อ่านบทความเพิ่มเติม: รวมกระบวนการขายที่นักขายควรรู้ เพิ่มประสิทธิภาพและปิดการขายแม่นยำ
ความแตกต่างหลักของการทำอีคอมเมิร์ซกับธุรกิจแบบดั้งเดิม คือ สถานที่และเวลา เพราะการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องคำนึงถึงสถานที่ตั้งหน้าร้าน และเวลาเปิด-ปิดร้าน แต่ธุรกิจ E-Commerce ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดนี้ให้หมดไป ปัจจุบันไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องลงทุนจ่ายค่าเช่าร้าน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านก็สั่งซื้อได้ จึงได้รับความนิยมอย่างมากแม้จะเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
ข้อดีของการทำ E-Commerce
ตลาดค้าปลีก (Retail) E-commerce โตขึ้นต่อเนื่อง
จากการสำรวจตลาดในฝั่งเอเชีย พบว่าประเทศที่มีอัตราการซื้อของออนไลน์รายสัปดาห์บ่อยครั้งที่สุด ได้แก่ ไนจีเรีย (71.3%) ประเทศไทย (68.6%) และ ตุรกี (62.5%) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (56.5) นอกจากนี้ ความชอบด้านการซื้อออนไลน์ของมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้การทำธุรกิจ E-commerce ได้รับความนิยมในประเทศไทย
เข้าถึงตลาดได้ทั่วโลก
E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์ ได้ทำลายข้อจำกัดของการขายสินค้าแบบเดิม ที่ต้องมีหน้าร้าน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วทุกมุมโลก ขอเพียงเปิดร้านค้าผ่านเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มที่มีบริการขนส่งครอบคลุม นอกจากส่งผลดีต่อผู้ประกอบการแล้ว ฝั่งลูกค้าเองก็มีทางเลือกในการเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้มากขึ้น
ค่าดำเนินการน้อยกว่าเปิดร้านค้าปลีก
การเปิดร้านค้าออนไลน์ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน ค่าตกแต่ง และค่าบำรุงรักษา โดยเฉพาะการเปิดร้านหลายสาขา ที่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำสาขา ซึ่งงบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปลงทุนกับการพัฒนาสินค้า และเครื่องมืออื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้บริโภคเข้าถึงได้โดยตรง
ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง พนักงานสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาวิเคราะห์กลยุทธ์ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างเหมาะสม
แนะนำบทความ Chat Commerce คืออะไร? รู้จักการขายผ่านแชทที่ช่วยเพิ่มยอดขายในยุคออนไลน์
ประเภทธุรกิจ E-Commerce ที่พบได้ในปัจจุบัน
แนะนำประเภทธุรกิจ E-Commerce ที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ทั้งหมด 4 ประเภท
- B2C (Business to Consumer): การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านเสื้อผ้าขายปลีก ร้านอาหาร เป็นต้น
- B2B (Business to Business): การขายสินค้าระหว่างธุรกิจด้วยกันเอง เช่น โรงงานจำหน่ายวัตถุดิบให้ร้านอาหาร หรือโรงงานขายสินค้าให้แก่ห้างสรรพสินค้า การทำ E-Commerce ประเภทนี้จะมีมูลค่าต่อบิลสูง จำเป็นต้องใช้ระบบ CRM ช่วยจัดการข้อมูล และรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว เพื่อรักษาผลประโยชน์เอาไว้
- C2C (Consumer to Consumer): การซื้อขายสินค้าระหว่างบุคคล เช่น การขายของมือสอง ฟรีแลนซ์ และการขายงานฝีมือ เป็นต้น
- Social Commerce และ Marketplace: การขายสินค้าผ่าน Social Media และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีทั้งฟีเจอร์การขาย การทำคอนเทนต์ และช่องทางการชำระเงินอย่างครบถ้วน
5 เทรนด์ E-Commerce ในปี 2026 ที่ธุรกิจต้องจับตา

ต้องบอกว่า ธุรกิจ E-Commerce ยังมีแนวโน้มในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเภทธุรกิจหลักของยุคสมัยนี้ที่ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย ซึ่งนอกจากการแข่งขันการทางด้านราคาแล้ว ปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี รวมไปถึงประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งในปี 2026 นี้ เทรนด์ของธุรกิจออนไลน์ มีอะไรบ้าง? หัวข้อนี้มีคำตอบ
1. AI และ Automation ในกระบวนการขาย
ระบบ Automation ในการจัดการออเดอร์ ตั้งแต่การรับออเดอร์ จัดเก็บข้อมูล และส่งแจ้งเตือนให้ทราบก่อนจัดส่ง นอกจากนี้ยังมี AI ที่มีบทบาทสำคัญในหน้าที่ของ Customer Service อย่างการเป็น Chatbot ตอบคำถามลูกค้าผ่านทางช่องแชท ช่วยลดจำนวนพนักงานตอบแชท เพิ่มความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงาน
อ่าบทความเพิ่มเติม: AI Sales Automation ระบบขายอัตโนมัติ ช่วยธุรกิจเติบโตได้อย่างไร?
2. Personalization และ Customer Experience
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ด้วยการทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแต่ละกลุ่ม จากประวัติการใช้บริการ และข้อมูลที่จัดเก็บผ่านระบบ CRM เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีอย่าง “ถูกที่ ถูกเวลา และถูกใจ” เพิ่มโอกาสปิดยอดขาย
3. Omnichannel Commerce
หัวใจของการทำ E-Commerce ให้ราบรื่นและประสบความสำเร็จ คือ การมีตัวเลือกให้ลูกค้า สังเกตได้ว่าร้านค้าออนไลน์ส่วนมาก นิยมเปิดร้านกระจายตัวไปในทุก ๆ แพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการมองเห็น และความสะดวกในการสั่งซื้อของลูกค้า จากนั้นธุรกิจจึงเลือกเครื่องมือ CRM มาใช้รวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางมาไว้ด้วยกัน เพื่อการจัดการอย่างเป็นระบบ
4. Live Commerce และ Chat Commerce
การไลฟ์ขายสินค้าและการปิดการขายผ่านแชทยังคงเป็นช่องทางที่สำคัญ ร่วมกับการจัดการหลังบ้านอย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อและสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันปัญหายกเลิกคำสั่งซื้อเมื่อสินค้าหมด
แนะนำ Live Chat คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อร้านค้าออนไลน์และธุรกิจยุคนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำอีคอมเมิร์ซของคุณ
5. Data-driven Marketing และ CRM
ทำธุรกิจ E-Commerce จากกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำ ด้วยการให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นหลัก ผ่านการจัดเก็บในระบบ CRM เพื่อกำหนดทิศทางของกลยุทธ์อย่างตรงไปตรงมา
กลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจ E-Commerce ให้แข่งขันได้ในระยะยาว
- ใช้ข้อมูลลูกค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด: นำข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่มาใช้วิเคราะห์ เพื่อเตรียมแผนรับมือกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพราะกลยุทธ์เดียวไม่สามารถปิดการขายกับลูกค้าทุกกลุ่มได้
- บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเพื่อสร้างการซื้อซ้ำ: การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่า เพราะฉะนั้นการมีบริการหลังการขายที่ดี ร่วมกับแนวทางอื่น ๆ เช่น การอวยพรวันเกิด การแจ้งเตือนสินค้าลดราคา หรือโปรโมชันพิเศษ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำได้ในอนาคต
- จัดการงานขายและทีมให้เป็นระบบ: ธุรกิจที่เติบโตมักมาพร้อมกับจำนวนพนักงาน และลูกค้าที่เยอะขึ้น ส่งผลให้การจัดการและการสื่อสารมีโอกาสผิดพลาดได้ การมี Sales Pipeline ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
- ใช้เครื่องมือช่วยบริหาร: ระบบ CRM และ Sales Management จาก SellStoryช่วยรวบรวมข้อมูลร้านค้าทุกช่องทาง, Chatbot ช่วยตอบคำถาม และฟีเจอร์อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจ E-Commerce
สรุป E-Commerce ไม่ใช่แค่การขายออนไลน์ แต่คือระบบธุรกิจที่ต้องวางแผน
ในปี 2026 นี้ การทำอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ด้วยการลงขายสินค้าแล้วรอให้ลูกค้ามาซื้อเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้อีกต่อไป แต่ต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ และการดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนขายไปจนถึงเกิดคำสั่งซื้อ ด้วยเครื่องมือ CRM ที่เหมาะสมจาก SellStory เมื่อมีการวางระบบหลังบ้านที่ดี มีการดูแลลูกค้าจนเกิดความพึงพอใจ ก็จะช่วยสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ทดลองใช้ SellStory ฟรี! หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 095-371-7988 Line :@SellStory
อ้างอิงเนื้อหาจาก : https://www.mckinsey.com/featured-insights/mckinsey-explainers/what-is-e-commerce
https://sell.amazon.com/learn/what-is-ecommerce
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E-Commerce หรือ ธุรกิจออนไลน์
1. PDPA มีผลกระทบต่อการเก็บข้อมูลลูกค้าใน E-commerce อย่างไร?
โดยปกติก่อนเก็บข้อมูลจะมีการสอบถามความยินยอมเบื้องต้น จากนั้นลูกค้าจึงแจ้งรายละเอียดที่จำเป็นเข้ามายังระบบได้ ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าบางกลุ่มไม่ต้องการให้ข้อมูล ถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างน้อย
2. ทำไมการกลับมาซื้อซ้ำจึงมีความสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์?
เพราะต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากการหาลูกค้าใหม่จำเป็นต้องทำการตลาดมากมาย เช่น การทำโฆษณา การสร้างคอนเทนต์ การโปรโมตสินค้า โดยไม่การันตีว่าจะปิดการขายได้หรือไม่ แต่สำหรับลูกค้าเก่าหากทำให้เกิดความพึงพอใจในสินค้าและบริการได้ ขอเพียงแค่มีการแจ้งรายละเอียดสินค้า หรือโปรโมชันพิเศษเพียงเล็กน้อย ก็จะมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำอีกครั้งได้มากกว่า
3. การทำ Personalization เริ่มต้นอย่างไรถ้าข้อมูลยังมีไม่มาก?
เริ่มต้นด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการเรียกหรือสะกดชื่อลูกค้าให้ถูกต้อง เลือกใช้ภาษาที่เป็นมิตรแต่ยังให้เกียรติ พูดคุยด้วยอัธยาศัยที่ดี